ข่าว

ตีความคดีต่างด้าวก่อน มิ.ย.ได้อนิสงฆ์ ไร้โทษ

ตีความคดีต่างด้าวก่อน มิ.ย.ได้อนิสงฆ์ ไร้โทษ

14 ก.ค. 2560

กก.วิชาการศาลยุติธรรมตีความพ.ร.ก.ต่างด้าวเสนอข้อสังเกตผู้พิพากษาบริหารคดี สรุปบทลงโทษ 4 มาตราห้ามรับต่างด้าว-ต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตพ.ร.ก.ใหม่บังคับได้ ม.ค.ปีหน้า

           14  ก.ค.60 นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม อธิบายถึงกรณีสำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม เผยแพร่ข้อพิจารณาของคณะกรรมการวิชาการสำนักงานศาลยุติธรรม หลังการประชุมเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ต่อการตีความผลทางกฎหมาย ที่พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวพ.ศ.2560 กฎหมายฉบับใหม่ซึ่งบังคับใช้ 23 มิ.ย.60 กำหนดยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 กฎหมายเดิม กับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 33/2560 เรื่องมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ทำให้เกิดปัญหาการปฏิบัติที่กระทำความผิดเกิดขึ้นก่อนพ.ร.ก.ฯและหลังพ.ร.ก.ฯ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร

          ซึ่งคณะกรรมการวิชาการฯสรุปข้อพิจารณาต่อความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิ.ย.60 ย่อมต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับ คดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. – 31 ธ.ค.60 ส่วนความผิดที่เกิดขึ้นตั้งวันที่ 1 ม.ค.61 เป็นต้นไปถือว่ามีความผิดและต้องรับโทษ ตามพ.ร.ก.ฯใหม่ว่า  แนวทางตามความเห็นของคณะกรรมการวิชาการฯ นั้น ถือเป็นข้อสังเกตของฝ่ายบริหารสำนักงานศาลยุติธรรมที่ได้พิจารณาตีความกฎหมายที่เผยแพร่ให้ผู้พิพากษาทั่วไปรับทราบ ซึ่งเป็นความเห็นที่ผู้พิพากษาสามารถจะนำพิจารณาประกอบการทำหน้าที่ตัดสินคดีได้ โดยไม่กระทบความอิสระของผู้พิพากษาในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด ขณะที่ข้อพิจารณาดังกล่าวไม่จำต้องกำหนดเป็นระเบียบข้อบังคับ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเห็นของคณะกรรมการวิชาการสำนักงานศาลยุติธรรมนั้นเสียงข้างมาก มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า  การที่คำสั่ง คสช.ที่ 33/2560 บัญญัติให้ พ.ร.ก.ฯมาตรา 101 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต , 102 ฐานห้ามรับคนต่างด้าวเข้าทำงาน , 119 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้มีหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน  และ 122 ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตน เข้าทำงาน ที่เป็นส่วนของบทกำหนดโทษมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.61 เป็นต้นไปนั้น จึงมีผลว่าการกระทำความผิดที่กระทำลงในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.- 31 ธ.ค.60 เป็นการกระทำที่ไม่มีโทษ จึงไม่เป็นความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า “บุคคลจักต้องรับโทษในอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติในกฎหมาย”

          ส่วนการกระทำความผิดที่เกิดก่อนวันที่ 23 มิ.ย.60 อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ฯ ที่เป็นกฎหมายเก่าซึ่งถูกยกเลิกไปโดย พ.ร.ก.ฯ มาตรา 3 นั้น แม้ พ.ร.ก.ฯ จะยังกำหนดให้เป็นความผิดแต่ไม่มีโทษ จึงต้องถือว่า พ.ร.ก.ฯ เป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังซึ่งกำหนดให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไป

         ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสองบัญญัติว่า“ ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษได้อยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง”  ดังนั้นผู้กระทำความผิดก่อนวันที่ 23 มิ.ย.60 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดไป ไม่ว่าศาลจะพิพากษาคดีนี้เมื่อใดก็ตาม และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น และถ้าได้รับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงด้วย
        โดยคณะกรรมการวิชาการฯ ก็ได้สรุปแนวทางปฏิบัติตามความเห็นดังกล่าว โดยมีข้อพิจารณา 3 ส่วนดังนี้

         1.ความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. – 31 ธ.ค.60 ได้แยกเป็น 3 กรณี คือ กรณีที่มีการยื่นคำร้องขอหมายจับในความผิดข้อหาดังกล่าว เนื่องจากการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดจึงไม่มีเหตุออกหมายจับ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66(1)(2) , กรณีที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา จึงไม่อาจพิจารณาให้ฝากขังต่อไปได้ ส่วนผู้ต้องหาที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังไปก่อนแล้วจึงต้องพิจารณาออกหมายปล่อยผู้ต้องหาหรือมีคำสั่งว่าการปล่อยชั่วคราวสิ้นสุดลงแล้วแต่กรณี โดยถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับเพราะเหตุมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำความผิดซึ่ง ยกเลิกความผิดตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(5) , กรณีที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลย่อมถือเป็นเหตุพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 หากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และกรณีคำสั่ง คสช.ที่33/2560 มีผลเป็นการยกเลิกความผิดตาม พ.ร.ก.ฯ  เฉพาะมาตรา 101, 102, 119 และ 122 เท่านั้นส่วน ข้อหาความผิดอื่นตาม พ.ร.ก.ฯนี้ หรือตามกฎหมายอื่น เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ไม่ได้รับผลกระทบตามคำสั่ง คสช.ดังกล่าว

       2.ความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิ.ย.60 ย่อมต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. – 31 ธ.ค.60 ดังกล่าวข้างต้นและ 3.ความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.61 เป็นต้นไป ถือว่ามีความผิดและต้องรับโทษตาม พ.ร.ก.ฯ ใหม่