
ประธานจอมแสบแห่งวงการลูกหนังโลก
เมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา (8 ก.ค.) เกิดเหตุการณ์ในวงการฟุตบอลอาชีพไทยที่เป็นประเด็นให้พูดถึง และถูกวิจารณ์เป็นอย่างมากไปทั่วประเทศ
นั่นก็คือ เหตุวุ่นวายในศึกฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2017 นัดที่ 23 ซึ่ง ราชบุรี มิตรผล เอฟซี เปิดรังอัด ชลบุรี เอฟซี ไป 5-1 ที่มีการปะทะกันของ ติอาโก คุนญา กองหน้า “ฉลามชล”, ธนวัชร์ นิติกาญจนา ผู้จัดการทีม “ราชันมังกร” และชายนิรนาม
ถึงแม้ว่าหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนายธนวัชร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารของทีม ราชบุรี มิตรผล เอฟซี จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม รวมถึงถูกทางสมาคมกีฬาฟุตบอลฯลงโทษด้วยการแบนห้ามเข้าสนาม และปฎิบัติหน้าที่ 3 เดือน, ปรับ 60,000 บาท รวมถึงถูกโทษแบน 1 นัดต่อจากนั้น แต่จากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้ชื่อเสียงของ “เสี่ยฟลุ๊ค” ติดลบไปมาก เนื่องจากไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าตัวได้ก่อเหตุวุ่นวายในสนาม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฟุตบอล รวมถึงเป็นการส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของสโมสรโดยตรง
อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่ในวงการลูกหนังไทยเท่านั้น วงการลูกหนังต่างประเทศก็มีผู้บริหาร หรือเจ้าของทีม ที่เคยสร้างความวุ่นวายให้กับสโมสร จนส่งผลให้ทีมนั้นๆเสียทั้งชื่อเสียง, ผลประโยชน์ รวมถึงศรัทธาจากแฟนบอลมาแล้ว
แซม แฮมแมม
เขาคือประธานสโมสรของ วิมเบิลดัน หนึ่งในสโมสรเก่าแก่ของอังกฤษในช่วงยุค “เครซี แก๊งค์” ที่นำโดย วินนี โจนส์ และ เดนนิส ไวส์ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเล่นฟุตบอลสไตล์หนักหน่วง ในช่วงปลายยุค 80 โดยเขาซื้อทีมดังกล่าวมาครองด้วยเงินจำนวนเพียง 40,000 ปอนด์ ในปี 1981 และงานแรกก็คือการแต่งตั้งให้ เดฟ บาสเซตต์ เป็นผู้จัดการทีม ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการพา วิมเบิลดัน ขึ้นจากดิวิชัน 5 ไปอยู่ในดิวิชัน 1 ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรในฤดูกาล 1986-87
โดยนอกจากการที่ช่วยพาทีมสร้างประวัติศาสตร์ได้อย่างมากมายแล้ว ชื่อของ แฮมแมม ยังได้รับการพูดถึงในแง่ของความเพี้ยน และความแปลก มาจนถึงทุกวันนี้ เช่น การที่เจ้าตัวชอบพาช้างมาเดินเล่นในสนามฟุตบอลแบบไม่มีเหตุผล รวมถึงการวางแผนให้ วิมเบิลดัน ย้ายไปอยู่ในไอร์แลนด์ เพื่อเป็นการขยายฐานแฟนบอล หลังจากที่ทีมต้องแชร์สนามเหย้ากับ คริสตัล พาเลซ ถึง 2 ปี เนื่องจากไม่มีเงินปรับปรุงสนามใหม่
เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากที่เจ้าตัวตัดสินใจขายสโมสรให้กับกลุ่มทุนจากนอร์เวย์ ในปี 1997 เขาก็ได้ขึ้นไปเป็นประธานสโมสร ของทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี ในเวลส์ ซึ่งที่นี่เขาก็ยังสร้างวีรกรรมสุดแสบไว้อีกมากมาย แต่เหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ การให้ สเปนเซอร์ ไพรเออร์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยที่ขณะนั้นค้าแข้งอยู่ ต้องกินลูกอัณฑะแกะก่อนจะย้ายมาอยู่กับ คาร์ดิฟฟ์ เพราะว่า เขาอยากเห็นความจริงใจของ ไพรเออร์ ที่อยากย้ายมาร่วมทีมว่ามีมากเพียงใด อย่างไรก็ตามเงื่อนไขข้อนี้ไม่ได้บังคับจริงๆ แถมเจ้าตัวยังพูดแบบติดตลกว่า “ถ้าเขากินมันจริงๆละก็ ผมจะหามะนาว, เกลือ หรือพาสลีย์มาแกล้มเพื่อเป็นการแก้เลี่ยนให้ด้วย”
ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี
อดีตประธานสโมสร เอซี มิลาน 31 สมัยที่ถือว่าเป็นผู้พลิกโฉมหน้า และทำให้ทีม “ปีศาจแดงดำ” กลายเป็นทีมระดับโลกอย่างแท้จริง โดยเจ้าตัวเข้ามาเป็นประธานสโมสร คนที่ 20 ของทีม
และ แบร์ลุสโคนี คือชายคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังที่สร้างสโมสรฟุตบอลให้กลายเป็นสินค้า และเรียกเงินจากทั่วโลก โดยเขากล่าวว่า "มิลานเป็นสโมสร แต่พวกเขาก็เป็นสินค้าเช่นกัน และสินค้าแบบนี้ ก็ขายได้ดีในตลาด” นั่นทำให้วงการฟุตบอลอิตาเลียนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการซื้อซูเปอร์สตาร์ เพื่อกระตุ้นความสนใจของแฟนๆ หรือจะเป็นการปรับบทบาทของประธานสโมสร ให้มีส่วนร่วมในการสร้างรายได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อดีตนายกรัฐมนตรีของอิตาลีหลายสมัยรายนี้ ก็มีเรื่องในแง่ลบมากเช่นกัน การที่นับตั้งแต่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร เจ้าตัวเปลี่ยน กุนซือไปแล้วถึง 21 คนตลอดระยะเวลา 13 ปี นอกจากนี้บ่อยครั้งที่ แบร์ลุสโคนี มักจะลงไปควบคุมการทำงานของผู้จัดการทีม พร้อมทั้งจัดการซื้อ-ขายนักเตะเอง จนทำให้แฟนบอลของพวกเขาไม่พอใจ และเกิดการประท้วงบิ๊กบอสรายนี้
นอกจากนั้น แบร์ลุสโคนี ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีซื้อบริการทางเพศโสเภณีเด็กขณะดำรงตำแหน่งผู้นำอิตาลี แต่ก็ถูกยกฟ้องไปในท้ายที่สุด รวมถึงคดีฉ้อโกงภาษีนิติบุคคล ที่ส่งผลให้เขาห้ามยุ่งกับการเมืองเป็นเวลา 2 ปี และมีสายสัมพันธ์กับแก๊งมาเฟียอิตาเลียน เป็นต้น
ไมค์ แอชลีย์
ถ้าจะพูดถึงประธานจอมแสบแห่งวงการฟุตบอลทั่วโลกแล้ว คงจะไม่มีชื่อของบิ๊กบอสจากทีม “สาลิกาดง” อย่าง ไมค์ แอชลีย์ ไปไม่ได้ เนื่องจากเขาได้สร้างวีรกกรม และความวุ่นวายให้กับสโมสรแห่งนี้ไว้มากเหลือเกิน
สำหรับนโยบายการบริหารทีมของเขานับตั้งแต่เข้ามาเทคโอเวอร์ทีมเมื่อปี นั้น คือ การซื้อตัวผู้เล่นราคาย่อมเยา และขายออกด้วยราคาแพงระยับ ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นไม่ว่าจะชุดใดของทีมขาดความกระตือรือร้น รวมถึงผู้จัดการทีมคนแล้วคนเล่าที่ต่างก็ลาออก หรือถูกปลดบ่อยครั้ง จากผลงานทีมที่ย่ำแย่ เรื่องจากนักเตะที่ซื้อมาไม่สามารถตอบโจทย์ หรือมีความสามารถพอที่จะเล่นในลีกสูงสุดของอังกฤษ
นอกจากนั้นการที่ แอชลีย์ เห็นสโมสรเป็นสินค้า ทั้ง การเปลี่ยนชื่อสนามจาก เซนต์ เจมส์ ปาร์ค มาเป็น สปอร์ตส์ ไดเร็ค อารีนา ซึ่งเป็นชื่อบริษัทขายอุปกรณ์กีฬาของตัวเองเพื่อเป็นการโฆษณา รวมถึงการใช้เสื้อแข่งโฆษณาบริษัทสินเชื่อดอกเบี้ยสูงยิ่งทำให้แฟนบอลรู้สึกแย่เป็นอย่างมาก และมีการประท้วงเพื่อขับไล่ แอชลีย์ ออกจากตำแหน่งในวงกว้าง
ถึงกระนั้นในช่วงหลัง ประธานจอมตืดรายนี้เริ่มปรับตัว และยอมทุ่มงบในการซื้อตัวผู้เล่นเข้ามาสู่ทีมมากขึ้น จนกระทั่งได้กลับมาสู่ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ แต่เจ้าตัวก็ยังได้รับเสียงก่นด่า รวมถึงการโห่จากแฟนๆ “ทูน อาร์มี” ทุกครั้งที่เข้ามาชมเกมในสนาม
ชีค ฟาฮัด อัล-อะฮ์หมัด อัล-ซอบาฮ์
ไม่ใช่แค่ในระดับสโมสรเท่านั้น ในระดับทีมชาติก็เคยมีประธานสมาคมที่เคยสร้างเรื่องวุ่นวายมาแล้ว โดยในศึกฟุตบอลโลกปี 1982 ที่ประเทศสเปน คูเวต สามารถผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นการสานต่อความสำเร็จหลังจากคว้าแชมป์เอเชียนคัพ 1980 อย่างไรก็ตามในฟุตบอลโลกครั้งนี้ฟุตบอลทีมชาติคูเวต ก็ทำให้ทั่วโลกต้องจดจำด้วยการประท้วงอันลือลั่นของ ชีค ฟาฮัด อัล-อะฮ์หมัด อัล-ซอบาฮ์ นายกสมาคมฟุตบอลในขณะนั้น
โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเกมนัดที่ 2 ของกลุ่มดีที่ คูเวต พบกับ ทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งหลังจากที่ อแลง ชีแรส ทำประตูให้ทีม “ตราไก่” ออกนำห่าง คูเวต ไปเป็น 4-1 ผู้เล่นของคูเวตกลับไม่ยอมรับคำตัดสิน และอ้างว่าได้ยินเสียงนกหวีดจากแฟนบอล จึงทำให้พวกเขาหยุดเล่น
หลังจากการประท้วงดังกล่าวไม่เป็นผล นายกสมาคมฟุตบอลคูเวต จึงลงมาประท้วงในสนามด้วยตัวเอง พร้อมขู่ว่าจะวอล์คเอาท์หากกรรมการไม่ยอมกลับคำตัดสิน แต่ในที่สุดความวุ่นวายก็คลี่คลายลงหลังจากผ่านไปหลายนาที เมื่อ มิโลสลาฟ สตูปาร์ ผู้ตัดสินชาวรัสเซีย ตัดสินใจยกเลิกประตูดังกล่าว ทำให้ ชีค ฟาฮัด ยอมถอยออกจากสนาม
แต่ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา คูเวตก็มาเสียประตูที่ 4 ให้ทัพ “ตราไก่” จาก แม็กซิม บอสซิส และพ่ายไปที่สุด 1-4 ทว่าเรื่องราวไม่จบเพียงแค่นั้น เมื่อหลังจากนั้น สตูปาร์ ผู้ตัดสินในเกมดังกล่าว ต้องมาถูกลงโทษด้วยการยึดใบอนุญาตผู้ตัดสินจากฟีฟ่าทันที ในขณะที่ท่านชีค ฟาฮัด โดนปรับเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์เท่านั้น
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือส่วนหนึ่งของประธานสโมสร ซึ่งมีวีรกรรมที่ถูกแฟนบอลจดจำในด้านลบ มากกว่าด้านบวก อย่างไรก็ตามพวกเขาคือผู้โอบอุ้มสโมสรเหล่านั้นตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านธุรกิจ หรือความรัก และหลงเสน่ห์ในโลกของฟุตบอลก็ตาม



