
อภิสิทธิ์ยันสร้างความเสมอภาคหญิงชายในเวทีสตรีไทย
นายกฯเปิดงานเวทีสตรีไทย ชี้ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้น ยัน รัฐจะผลักดันเรื่องความเสมอภาคระหว่างหญิงชายให้ได้มากที่สุดในทุกภาคส่วนของสังคม สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนด้วยแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน
(16ก.ย.) สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ร่วมกับสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศ ได้จัดงานเวทีสตรีไทย 2552 โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิด พร้อมทั้งกล่าวปาถกฐาในหัวข้อ"พลังภูมิปัญญาแก้ไขปัญหาพาสู่อนาคต" และให้นโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาสตรีไทย เพื่อสร้างความเสมอภาคหญิงชายให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม อาคาร 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเช้าวันนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การติดตามในเรื่องการพัฒนาสตรีและประเด็นในเรื่องของความ เสมอภาค มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การจัดให้มีเวทีสตรีไทยจะเป็นประโยชน์กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่จะได้ใช้เป็นข้อมูล เพื่อที่จะไปผลักดันโครงการและปรับปรุงนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิงในสังคมไทยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้อยากจะขอย้ำจุดยืน แนวคิด ที่ได้แสดงมาโดยตลอดว่า เรื่องของความเสมอภาคระหว่างชายหญิงได้สอดคล้องกับหลักในเรื่องสิทธิมนุษยชน และโดยข้อเท็จจริงยังสอดคล้องกับแนวทางของการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนอีกด้วย
" โดยเฉลี่ยสตรีมีประมาณกึ่งหนึ่งของประชากร และในสังคมไทยสตรีก็ยังเป็นเสียงข้างมากในประเทศ แต่ความไม่เท่าเทียมซึ่งเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยในอดีต ทั้งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอื่น ๆ ก็ทำให้ยังไม่มีความเสมอภาคอย่างแท้จริง และถือเป็นการบั่นทอนศักยภาพในการใช้ทรัพยากรที่มีค่าของสังคมอย่างเต็มที่" นายอภิสิทธิ์ ระบุ
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันเมื่อเทียบกับในอดีต บทบาทของสตรีมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นในเกือบทุกวงการ สัดส่วนของสตรีที่ประสบความสำเร็จได้เพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังมีความไม่เสมอภาคอยู่ทั้งในเรื่องของค่าตอบแทนที่ได้รับ ความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของ และที่สำคัญการละเมิดสิทธิของสตรีในรูปแบบต่าง ๆ ก็ยังมีให้เห็นอยู่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องของความรุนแรงที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับทุก ๆ สังคม และท้าทายสังคมไทยอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวและต่อสตรี เป็นปัญหาที่จะต้องได้รับความเอาใจใส่และการดูแลแก้ไขเป็นพิเศษ
" ผมมองว่าปัจจัยเรื่องโอกาสเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานด้านสตรี โดยสังคมไทยจะต้องเป็นสังคมที่ให้โอกาสอย่างเท่าเทียมกันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้สถานภาพของสตรีและการพัฒนาสตรีดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายโอกาสในทุกรูปแบบ ต้องถือเป็นนโยบายสำคัญที่จะเป็นปัจจัยส่งเสริมเรื่องสถานภาพสตรี ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องโอกาสทางการศึกษา และโอกาสของการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขและด้านสุขภาพที่ดี ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการช่วยส่งเสริมสถานภาพและการพัฒนาสตรี"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้จะต้องดูเรื่องข้อจำกัดหรือความไม่เป็นธรรมที่ยังมีอยู่ในรูปแบบ ต่าง ๆ ทั้งข้อจำกัดที่อาจจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และข้อจำกัดที่เกิดขึ้นโดยกฎระเบียบต่าง ๆ ของภาครัฐ หรือที่สังคมได้กำหนดขึ้นมา ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้มองเห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัวที่เป็นรากฐานสำคัญ ที่สุดของสังคมที่แข็งแกร่ง ดังนั้นทุกนโยบายที่จะส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความแข็งแกร่งและอบอุ่น มากยิ่งขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อสถานภาพของสตรีเช่นเดียวกัน ฉะนั้นการแก้ปัญหาของสังคมในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำลังให้ ความสำคัญเป็นพิเศษ
" มาตรการและนโยบายเหล่านี้ก็จะต้องดำเนินการควบคู่สอดคล้องไปกับการปรับปรุง กฎระเบียบทั้งหลายที่ยังเป็นอุปสรรคอยู่ ซึ่งผมมั่นใจว่าการพัฒนาที่เน้นในเรื่องการสร้างโอกาส ในการส่งเสริมสถาบันที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด จะมีส่วนสำคัญทำให้เกิดความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหานี้ อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงที่ผมเชื่อว่าทุก ๆ คนซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงานเรื่องนี้มายาวนาน คงจะเข้าใจดีว่าแม้ว่าจะมีกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย มาตรการ โครงการมากเพียงไร แต่ถ้าเรื่องของทัศนคติยังคงเป็นอุปสรรคในเรื่องของความยอมรับ ในเรื่องของความเสมอภาค หรือความเข้าใจในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานแล้ว ความสำเร็จของนโยบาย โครงการ มาตรการต่าง ๆ ก็คงจะเกิดขึ้นได้ยาก ฉะนั้นการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และเพื่อปลูกฝังทัศนคติที่ดีโดยเริ่มต้นตั้งแต่เด็กและเยาวชน จะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันเรื่องของสถานภาพของสตรีและความเสมอภาคของชาย หญิงในอนาคต" นายกรัฐมนตรีกล่าว
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าการทำงานทุกเรื่องจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีข้อมูลที่ดี การพัฒนาลักษณะของตัวชี้วัดที่เป็นที่ยอมรับ ที่มีความแม่นยำ ที่จะทำให้คนทำงานและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ทราบสถานภาพอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถนำไปวิเคราะห์ถึงจุดแข็งจุดอ่อนของการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในการขับเคลื่อนให้เป็นระบบได้ต่อไป
“ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะผลักดันในเรื่องของความเท่าเทียมระหว่างหญิงชายให้ ได้มากที่สุด พร้อมกับส่งเสริมคนไทยทุกคนให้มีโอกาสอย่างเสมอภาค ในเรื่องของการศึกษา การประกอบอาชีพ การสาธารณสุขและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาของชาติและอนาคต ของบ้านเมือง และขอเชิญชวนผู้มีบทบาทและมีผู้มีอำนาจทุกกลุ่มอาชีพ ทุกองค์กรทุกชุมชน ร่วมก้าวเดินไปกับรัฐบาลในการสร้างสังคมแห่งความเสมอภาค และการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน”นายกฯ กล่าว



