
สมาชิกคลองจั่น ค้าน ดีเอสไอถอนอายัดของกลาง
กลุ่มผู้เสียหายรายย่อย ค้าน ดีเอสไอถอนอายัดของกลาง หลังผู้บริหารสกรณ์คลองจั่นฯฟ้องแพ่งขอให้ดีเอสไอถอนอายัด
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)-14 ก.ค.60 กลุ่มผู้เสียหายรายย่อย ค้าน ดีเอสไอถอนอายัดของกลาง หลังผู้บริหารสกรณ์คลองจั่นฯฟ้องแพ่งขอให้ดีเอสไอถอนอายัด หวั่นการฟ้องแพ่ง-ยอมความในคดีจะไม่เหลือเงินมาจ่ายคืนความเสียหาย
นายธรรมนูญ อัตโชติ ประธานชมรมคุ้มครองสิทธิสมาชิกเจ้าหนี้รายย่อยสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด นำผู้เสียหายเข้ายื่นหนังสือคัดค้านการถอนอายัดทรัพย์ของกลางตามที่ผู้บริหารสหกรณ์ฯนำคำสั่งศาลเพ่งมาบังคับให้ดีเอสไอถอนอายัดทรัพย์ของกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอสังหาริมทรัพย์ โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับคำร้อง
นายธรรมนูญ กล่าวว่า ตนและผู้เสียหายจากคดียักยอกฉ้อโกงสหกรณ์คลองจั่นฯ ต้องการให้ดีเอสไอและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ช่วยติดตามทรัพย์คืนเพื่อนำมาเฉลี่ยคืนเจ้าหนี้รายย่อย เนื่องจากที่ผ่านมาการทำคดีดังกล่าวพบว่าทรัพย์สินที่ดีเอสไอและปปง.ตรวจสอบพบมีเป็นจำนวนมากและบางส่วนถูกโอนไปให้บุคคลอื่นถือครองแทน แต่ผู้บริหารสหกรณ์ฯกลับไปทำยอมความรับคืนเงินเพียง 321 ล้านบาท ซึ่งเกรงว่าจะทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการเฉลี่ยทรัพย์คืน พร้อมทั้งข้อสังเกตว่าผู้บริหารสหกรณ์ฯยื่นฟ้องในทางแพ่ง จะได้รับชำระเพียงมูลค่าความเสียหาย แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดตามทรัพย์และค่าทนายความ 3 % โดยคำนวณจากมูลค่าทรัพย์ 3,811 ล้านบาท จะเป็นค่าทนายจำนวน 114 ล้านบาท หากให้ดีเอสไอและปปง.ดำเนินคดีและติดตามทรัพย์ในคดีฟอกเงินจะสามารถเรียกคืนทรัพย์สินที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวกยักยอกและฟอกเงินได้พร้อมกับดอกผล โดยไม่ต้องจ่ายค่าทนายความ
นายธรรมนูญ กล่าวอีกว่า การยอมความกับนายศุภชัยที่เคยทุจริตและยักยอกจนนำไปสู่การขอถอนคดี โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายในคดีอื่นๆ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีอีกจำนวนมาก จนศาลยกคำร้องไม่ให้ถอนคดี แต่ก็ยังมีความพยายามเดินหน้าขอถอนคดีในชั้นฏีกาอีก อีกทั้งปัจจุบันพนักงานและกรรมการสหกรณ์ที่เคยร่วมทีมกับอดีตประธานสหกรณ์ฯที่ร่วมกันฉ้อโกง ก็ยังคงทำงานตามปกติ จึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของสหกรณ์ในช่วงที่มีการฟื้นฟูกิจการ ในการฟ้องคดีเพ่งศาลสั่งให้นายศุภชัยชดใช้ค่าเสียหายให้กับสหกรณ์ 3,811 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ขณะที่ความเสียของสหกรณ์มามากกว่า 10,000 ล้านบาท โดยนายศุภชัยนำไปซื้อที่ดินแล้วโอนให้คนอื่นถือครองแทน ซึ่งเป็นการฟอกเงิน หากมีนายทุนนำเงินมาชำระคืน 3,811 ล้านบาท เพื่อถอนอายัดของกลาง ก็จะได้ที่ดินคืนกลับไป เพราะปัจจุบันที่ดินดังกล่าวมูลค่าสูงกว่าราคาซื้อขายในปีที่เกิดปัญหาการยักยอก ดังนั้นหากยอมให้มีการถอนอายัดจึงเกรงว่าลูกหนี้รายย่อยจะไม่ได้รับคืนความเสียหายเลย
ด้านพ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า จะนำคำร้องของกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ไปเสนอให้อธิบดีดีเอสไอพิจารณา เนื่องจากในคดีนี้มีคำสั่งศาลเรื่องการถอนอายัดของกลาง หากผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรก็พร้อมจะแจ้งให้ผู้ร้องรับทราบต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรมฯได้ทำป้ายผ้ามาอธิบายปัญหาภายในสหกรณ์ โดยระบุข้อความว่า ทรัพย์ 3,811 ล้านบาท คดีฟอกเงินแต่ไปฟ้องแพ่งรับคืนเงินต้นที่เสียหายไม่สนใจดอกผลแบบนี้ใครได้ประโยชน์ อ้างว่า ศุภชัยโกง ทำเสียหายแต่สหกรณ์ฯไปยอมความถอนคดีให้ศุภชัยทำไม ฟ้องคดีแพ่งตามคืน 1,000 ล้านบาท แต่ยอมความรับ 321 ล้านบาท แล้วจะอธิบายให้ประชาชนและผู้เสียหายอย่างไร แบบนี้จะให้ไว้วางใจได้อีกหรือ ดีเอสไอ ปปง.ตามทรัพย์มีดอกผลและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 3 % ขณะที่สหกรณ์ตามทรัพย์ยอมความ ไม่มีดอกผล มีค่าทนาย 3 % และผู้เสียหายจะเหลืออะไร.



