
ลุ้น !! ตัดสินฎีกาสินบนคดียุบ ทรท.
ลุ้นผลฎีกาตัดสิน อัยการฟ้อง “ พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ ” คดีเสนอเงินสินบน 30 ล้าน ตุลาการรัฐธรรมนูญ เอื้อประโยชน์คดียุบทรท.ปี 49 เจ้าตัว ได้ประกัน 3 แสน
ลุ้นผลฎีกาตัดสิน อัยการฟ้อง “ พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ ” คดีเสนอเงินสินบน 30 ล้าน ตุลาการรัฐธรรมนูญ เอื้อประโยชน์คดียุบทรท.ปี 49 เจ้าตัว ได้ประกัน 3 แสนระหว่างสู้ฎีกา
จากกรณีเมื่อปี 2549 ระหว่างที่มีการทำสำนวนคดียุบพรรคเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นั้นกับพรรคไทยรักไทย และพรรคเล็ก ต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเนื่องจากการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.49 ดำเนินการมิชอบ ระหว่างนั้นเดือน มิ.ย.50 ก็มีการเปิดเผยข้อมูลถึงการร้องเรียนวิ่งเต้นคดี และได้มีการทำบันทึกถึงนายปัญญา ถนอมรอด ประธานศาลฎีกาและประธานตุลาการรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ให้ทราบเรื่อง ซึ่งภายหลังได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกล่าวหา พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีตผกก.สภ.ต.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม กระทั่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาเป็นคดีหมายเลขดำ อ.3559/2556
โดยวันนี้ (14 ก.ค.) เวลา 09.30 น. ศาลอาญาได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าว
ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 ได้ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีต ผกก.สภ.ต.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน ฯ เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานตำแหน่งตุลาการ อัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167เมื่อวันที่ 25 ก.ย.56
โดยบรรยายพฤติการณ์สรุป เมื่อวันที่ 16 – 22 ต.ค.49 จำเลยได้ไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ห้องทำงานที่ศาลฎีกา แล้วรับว่าจะให้เงินจำนวน 15-30 ล้านบาทกับ ม.ล.ไกรฤกษ์ เพื่อให้ช่วยเหลือในการพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง เหตุเกิดที่แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม.
ขณะที่ พ.ต.อ.ชาญชัย จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี อ้างเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์กับม.ล.ไกรฤกษ์ ซึ่งการไปพบก็เพื่อส่งหนังสือเชิญร่วมงานเลี้ยงรุ่น และการกล่าวถึงสินบนก็เพียงพูดคุยหยอกล้อในฐานะเพื่อนเท่านั้น เพราะขณะนั้นมีข่าวลือเรื่องวิ่งเต้นคดี
จากนั้นไม่นานวันที่ 24 ธ.ค.57 ศาลชั้นต้น ก็ได้มีพิพากษาเห็นว่า โจทก์ มี ม.ล.ไกรฤกษ์ เป็นประจักษ์พยานเบิกความ ซึ่งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ขณะที่การกระทำของจำเลย ถือเป็นการเห็นแก่ตัว ทำลายความเชื่อถือและศรัทธาของระบบศาลและตุลาการซึ่งถือเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จึงลงโทษให้จำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานเสนอให้สินบนแก่ตุลาการฯตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167
ต่อมา พ.ต.อ.ชาญชัย จำเลย ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 19 ก.พ.59
โดยศาลอุทธรณ์ เห็นว่า นอกจาก ม.ล.ไกรฤกษ์ ประจักษ์แล้ว ก็ยังมีผู้พิพากษาและอดีตผู้พิพากษาอีก 3 ปากที่มีตำแหน่งสำคัญ เบิกความถึงกรณีที่ ม.ล.ไกรฤกษ์ ได้เล่าเรื่องที่จำเลยเข้าพบแล้วมีการพูดถึงเรื่องเงินให้ฟังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย จึงเหมาะสมพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว
ขณะที่ศาลเห็นว่าจำเลยก็เคยเป็นตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม การกระทำของจำเลยทำให้เสื่อมเกียรติภูมิตุลาการอย่างร้ายแรง ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกคลางแคลงใจต่อกระบวนการยุติธรรม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ แต่ชั้นพิจารณาจำเลยได้รับข้อเท็จจริงตามฟ้อง จึงมีเหตุบรรเทาโทษ พิพากษาแก้เป็นให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
ขณะที่ พ.ต.อ.ชาญชัย ได้ประกันตัวไประหว่างฎีกา หลังนำเงินสด 300,000 บาท ยื่นศาลขอปล่อยชั่วคราว



