
"สนช."ดันคลอดกฎหมาย ฟันอาญานักการเมืองกังฉิน
นักการเมืองโกงหนาว สนช.เห็นชอบกฎหมายเชือดอาญานักการเมือง เปิดทางไต่สวนลับหลัง แม้เจ้าตัวหนีคดี ปธ.กมธ.ยันไม่ขัดหลักสากล
13 ก.ค. 60 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ...ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยพิจารณาเรียงลำดับรายมาตรา ซึ่งสมาชิกสนช.ส่วนใหญ่ได้อภิปรายสอบถามถึงความชัดเจนในมาตรา 26-27 ว่าด้วยการให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาไต่สวนคดีลับหลังจำเลยว่าการกำหนดไว้เช่นนั้นจะถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นจำเลยหรือไม่ เพราะโดยหลักทั่วไปของการพิจารณาคดีอาญาจะต้องไต่สวนคดีต่อหน้าจำเลย ไม่อาจไต่สวนลับหลังจำเลยได้
โดยนายธานี อ่อนละเอียด สมาชิก สนช. อภิปรายว่า ระบบวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศไทยได้วางหลักการมาตลอดว่าการพิจารณาคดีต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ไม่ใช่การพิจารณาลับหลัง ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล ขณะเดียวกัน การพิจารณาคดีลับหลังจะเป็นสิทธิของจำเลยในการร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 172 และ มาตรา 172 ทวิ แต่ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับกำหนดไว้ตรงข้าม โดยไม่ให้การพิจารณาคดีลับหลังจำเลยเป็นสิทธิของจำเลย
"ขอให้อธิบายเป็นภาษาชาวบ้านเพื่อให้บุคคลภายนอกรับฟังด้วยว่าการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยเป็นอย่างไร และกฎหมายฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกติกาสิทธิพลเมืองที่ยูเอ็นได้รับรองไว้หรือไม่" นายธานี กล่าว
ด้านนายภัทรศักดิ์ วรรณแสง สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ชี้แจงว่า โดยหลักทั่วไปแล้วการพิจารณาคดีจะต้องกระทำต่อหน้าจำเลยเพื่อให้สิทธิในการสู้คดีแก่จำเลยอย่างเต็มที่ แต่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการดำเนินคดีอาญาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบการทุจริตเป็นการเฉพาะ โดยการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการกระทำที่แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป เช่น มีการวางแผนก่อนจะกระทำความผิด มีเครือข่ายในการกระทำความผิด มีการตระเตรียมในการกระทำความผิด อันเป็นการทำให้ยากต่อการแสวงหาพยานหลักฐาน
นายภัทรศักดิ์ กล่าวว่า ที่สำคัญ เมื่อระบบเดิม คือ การมีตัวจำเลยมาพิจารณาคดี แต่ต่อมาจำเลยหลบคดีหนีระหว่างการพิจารณาของศาล ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาคดีต้องหยุด จนทำให้คดีขาดอายุความในการดำเนินคดีอาญา ทำให้ผู้กระทำความผิดที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง ต้องหลุดพ้นจากความรับผิดที่ได้กระทำไว้ ดังนั้น หลักการพิจารณาต่อหน้าจำเลยจึงใช้กับคนทั่วไปแต่ใช้ไม่ได้กับผู้มีอิทธิพล
นายภัทรศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาที่มีการกังวลว่าการให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยนั้นเป็นขัดต่อหลักสากลหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่ได้ขัดต่อหลักการดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะกติกาที่ว่าด้วยสิทธิของความเป็นพลเมืองในเรื่องการได้รับการพิจารณาคดีต่อหน้าศาลก็มีข้อยกเว้นอยู่ กล่าวคือ การพิจารณาคดีลับหลังจำเลยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐได้พยายามนำตัวจำเลยมาแล้วและออกหมายจับ แต่ไม่ได้ตัวจำเลยมา ถือว่าจำเลยสละสิทธิในการรับการพิจารณาคดีต่อหน้าศาล
"ถึงจะเป็นการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย แต่จำเลยสามารถแต่งตั้งทนายความมาต่อสู้คดีได้ เช่นเดียวกับกรณีที่ศาลที่พิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว จำเลยก็สามารถขอรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งศาลสิทธิมนุษยชนก็ให้การยอมรับ" นายภัทรศักดิ์ กล่าว
นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า คดีทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความสามารถในการหลบหนีเพื่อให้รอดพ้นจากอำนาจของรัฐในการที่จะอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการยุติธรรมตามระบบเดิมคงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถฟ้องคดีโดยไม่ต้องมีตัวเลย หรือให้ศาลสามารถดำเนินคดีไปได้โดยไม่ต้องมีตัวจำเลยเป็นแนวความคิดที่ต้องการทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยไม่เป็นการตัดสิทธิของจำเลยที่ไม่ได้อยู่ในศาล เพราะจำเลยยังสามารถตั้งทนายความมาสู้คดีได้
"ชาวบ้านทั่วไปอยู่ภายใต้อำนาจของกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย แต่คนที่หลบหนีและจงใจไม่อยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรม ถามว่าเราจะอย่างไรกับเขา อันนี้เป็นเรื่องที่กฎหมายต้องการสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมแท้ๆ" นายอุดม กล่าว
ภายหลังพิจารณาครบทุกมาตราแล้ว ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ...ด้วยคะแนน 176 เสียง. งดออกเสียง 3 เสียง ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจากสนช.แล้วให้กับศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป.



