ข่าว

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล...ต้องพึ่ง "พาร์ทไทม์"

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล...ต้องพึ่ง "พาร์ทไทม์"

13 ก.ค. 2560

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล... ต้องพึ่ง “พาร์ทไทม์” : โดย นงนุช พุดขาว, ศุภกรณ์ สุวรรณธวัช คมชัดลึกออนไลน์

  

              ขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะฝืดเคือง เศรษฐกิจของ “วัยรุ่นยุคโซเชียล" นี้ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะคนที่ยังอยู่ในวัยเรียน ที่มาที่ไปของเงินในกระเป๋าสตางค์ของวัยรุ่นยุคนี้เป็นอย่างไรบ้าง??

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล...ต้องพึ่ง "พาร์ทไทม์"

              ธัญวรัตน์ คงถาวร นักศึกษา ซึ่งปัจจุบันเธอก้าวเข้าสู่การเป็นแม่ค้าออนไลน์อย่างเต็มตัว เล่าว่า ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ขายของทางออนไลน์ เงินทั้งหมดที่ใช้มาจากครอบครัว ที่ส่งให้เป็นรายสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1,000 บาท สำหรับค่ากิน ค่าใช้จ่ายทั้งหมด พอสิ้นเดือนก็จะมีค่าหอให้เพิ่ม แต่เมื่อสองเดือนที่ผ่านมาลงทุนขายของออนไลน์ โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ล้างหน้า จึงมีรายได้จากส่วนนี้เข้ามาช่วย  

              “เงินที่ทางครอบครัวส่งให้นั้น เอาตามความจริงคือ ไม่พอใช้ แต่ก็ต้องอยู่ให้ได้ และบางวันก็มีเรื่องให้ใช้เงินเยอะกว่างบที่กำหนดไว้ ทำได้อย่างเดียวคือ วันต่อๆ มาก็ใช้น้อยลง ให้มันพ้นสัปดาห์ไป ส่วนตัวไม่เคยใช้เงินหมด เพราะว่ามีขอบเขตการใช้เงินว่าแต่ละวันจะต้องใช้ไม่เกินเท่าไร แต่ถ้าเกินวันต่อมาก็ใช้น้อยลง เป็นการลงโทษตัวเอง” 

              ธัญวรัตน์ เล่าว่า เงินในกระเป๋าที่จ่ายออกไป มักจะหมดไปกับค่าข้าวและขนม รองลงมาคือของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง แต่นานๆ จึงจะซื้อ และค่ารถไปกลับระหว่างเรียน หรือถ้าเป็นช่วงฝึกงาน ก็จะซื้อของใช้ส่วนตัวให้น้อยลง เพื่อให้เหลือเงินเป็นค่าเดินทางไปทำงาน 

              ธัญวรัตน์ เล่าถึงวิธีบริหารเงินว่า จะจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวัน โดยแบ่งเป็น 2 เล่ม 1 เล่มเป็นของตัวเอง เมื่อได้เงินจากพ่อแม่มาจะเฉลี่ยเงิน ในแต่ละวันต้องใช้ไม่เกินกี่บาท นอกจากนี้ยังมีเงินออม โดยหักส่วนที่จะออมออกจากเงินที่พ่อแม่ให้มา และอีก 1 เล่ม ใช้จดรายรับ-รายจ่ายจากการขายสินค้าออนไลน์  

              ธัญวรัตน์ยังกล่าวถึงวัยรุ่นยุคนี้ด้วยว่า ควรลำดับความสำคัญที่จะต้องใช้เงินก่อน ถ้าไม่ซื้อจะเป็นอย่างไร ถ้าซื้อจะเป็นอย่างไร หาเหตุผลที่ดีกับการใช้เงิน วางแผนในการใช้ ถ้ารู้สึกว่ามันไม่พอ ก็ให้ลดการใช้เงินลง 

              “ถ้ามีเวลาว่างก็ควรหารายได้เสริม หาทางทำเงินโดยที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น หลังจากนี้อยากได้อะไรก็ซื้อเอง ไม่ต้องใช้เงินพ่อแม่ และยังจะทำให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของเงินว่า เงินแต่ละบาทนั้นหายาก” 

+++

 

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล...ต้องพึ่ง "พาร์ทไทม์"

              นทีพันธ์ ธรรมศีลบัญญัติ นักศึกษา บอกว่า เงินในกระเป๋าได้มาจากครอบครัวให้ไว้เดือนละ 5,000 บาท ซึ่งต้องบริหารจัดการเองว่า จะใช้เงินวันละเท่าไหร่ให้ลงตัว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเงินส่วนใหญ่หมดไปกับอาหารและขนม การท่องเที่ยว และการซื้อเสื้อผ้า จึงต้องหารายได้เพิ่ม ซึ่งชื่นชอบวงการคอสเพลย์ และการออกแบบคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูน จึงหารายได้จากความสามารถด้านนี้   ในส่วนของการคอสเพลย์นั้น จะแต่งตัวออกไปแสดงในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้คนจดจำคาแรกเตอร์ ซึ่งจะเป็นการสร้างคอนเนกชั่นเพื่อให้คนได้รู้จักมากขึ้น จากนั้นก็จะสามารถเอาไปต่อยอดหรือขยายฐานลูกค้าได้  

              ส่วนการออกแบบคาแรกเตอร์การ์ตูนขายนั้น นทีพันธ์เล่าว่า มันคือการขายการดีไซน์เป็นหลัก ทั้งออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบสัตว์แฟนตาซี ออกแบบเครื่องประดับ หรือออกแบบห้อง แต่เมื่อทำออกมาเป็นรูปแบบตัวการ์ตูนจึงขายได้ง่าย ซึ่งรายได้ก็ไม่แน่นอนนัก ขึ้นอยู่กับความขยันในแต่ละเดือนว่า วาดออกมาได้กี่ตัว โดยเฉลี่ยขายตัวละ 500 บาท ส่วนใหญ่จะทำออกมาได้เดือนละ 4-5 ตัว ซึ่งแต่ละชิ้นงานต้องทำออกมาก่อน และรอคนมาซื้อ คนที่ซื้อไปบางคนก็ซื้อไปเก็บสะสม บางคนก็อาจจะต่อยอดไปเป็นอย่างอื่น เช่นเป็นคาแรกเตอร์ของตัวการ์ตูนในเกมต่างๆ ไปเป็นภาพประกอบในหนังสือนิยาย

              “อยากให้วัยรุ่นคำนึงถึงเงินที่มีอยู่ ไม่ควรใช้จ่ายเงินอย่างสิ้นเปลือง หากมีของที่อยากได้ก็ควรเก็บเงินซื้อเอง หรือลองทำงานหารายได้พิเศษเพิ่ม ควรตั้งสติและคิดให้รอบคอบสำหรับการใช้จ่ายในแต่ละครั้ง” 

+++

 

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล...ต้องพึ่ง "พาร์ทไทม์"

              ส่วนนักศึกษาคนนี้ อุทุมพร พัดไสว นอกจากจะต้องทำงานเพื่อหารายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดของตัวเองแล้ว ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัวซึ่งหมายถึงพ่อด้วย ซึ่งไม่มีงานประจำ ฉะนั้นเงินที่ได้จากการทำงานพิเศษเมื่อว่างจากการเรียน และวันเสาร์-อาทิตย์ โดยเป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ ที่คลินิกบ้านรักษ์สัตว์ จึงไม่ค่อยพอใช้

              อุทุมพรบอกว่า ทุกครั้งที่ต้องการใช้เงิน จำเป็นต้องคำนวณและวางแผนการใช้เป็นอย่างดี อาทิ ตอนที่ฝึกงานอยู่ ก็ทำงานพิเศษเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ ได้เงินประมาณ 1,000 บาท ต้องคำนวณว่าแต่ละวันจะใช้เงินเท่าไร โดยแบ่งเงินออกเป็น 2 ส่วนคือ ให้พ่อ 400 บาท เพื่อที่จะได้ไม่ต้องห่วง ตอนเราไม่อยู่บ้าน ซึ่งก็จะเหลือเงินอยู่ 600 บาท ที่ต้องใช้ให้ได้ 5 วัน  ซึ่งก็ต้องใช้วันละ 120 บาท คิดเป็นค่าเดินทางไปกลับ 60 บาท และค่าอาหารตามงบคือไม่เกิน 40 บาท ส่วนข้าวเย็นก็อดไป ถือว่าลดหุ่นไปในตัว 

              “เคยเจอปัญหาเงินหมด ซึ่งบางครั้งถึงขั้นต้องหยุดเรียน หรือลาหยุดฝึกงาน เพื่อมาทำงาน ให้มีเงินใช้ในวันต่อไป หรือรับงานพิเศษจากอาจารย์บ้าง เพื่อให้มีเงินหมุนเวียน  จะยืมเงินคนอื่น ก็เกรงใจเขา บางครั้งที่ไม่มีเงินกลับบ้าน ก็ต้องนั่งรถเมล์ฟรี ยืนรอนานแค่ก็ไหนต้องรอ” 

              สำหรับแนวทางการวางแผนการใช้เงินนั้น อุทุมพรกล่าวว่า อย่าเก็บเงินทั้งหมดไว้กับตัว ให้กำหนดว่าวันนี้ใช้เท่าไร ก็เอาไปเท่านั้น พอเวลาที่เรามีเงินติดตัวน้อย จะทำให้เราคำนวณเงินอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เพียงพอต่อวัน 

              “อยากฝากถึงวัยรุ่นยุคนี้ว่า ให้ลองคำนวณเงินที่มีอยู่ให้ละเอียด เป็นขั้นเป็นตอน กำหนดไปเลยว่าจะใช้เงินเท่าไร ในแต่ละวัน แบ่งเป็นสัดส่วน ตัดความฟุ้งเฟ้อในชีวิตออกไปก่อน บางทีเสื้อผ้าก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับเงินที่จะกิน เพราะความหิวมันน่ากลัวกว่าที่คิด” 

+++

 

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล...ต้องพึ่ง "พาร์ทไทม์"

              ชนิสร จิณะเสน ปัจจุบันเพิ่่งจบการศึกษา และบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้จัดการร้านสะดวกซื้อ ที่มาถึงวันนี้ได้เพราะเขามีวิธีคิดและจัดการเรื่องเงินอย่างเป็นระบบ 

              ชนิสร เล่าว่า ในช่วงที่เรียน เงินที่ได้ส่วนหนึ่งมาจากที่บ้านส่งมาให้เดือนละ 9,000 บาท ถามว่าพอใช้หรือไม่ ก็พอใช้ แต่ไม่พอเก็บ จึงสนใจหาอาชีพเสริม คือการเป็นพ่อค้าไอศกรีม ซึ่งมองว่าการค้าขายเป็นเรื่องสนุก นอกจากจะได้เงินแล้ว ยังได้ประสบการณ์ด้วย ปกติเวลาได้เงินมา จะคำนวณรายจ่ายก่อนทุกเดือน เหลือจากนั้นจะหักเก็บไว้เป็นเงินออม โดยอันดับแรกจะหักค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหาร จากนั้นจึงแบ่งเงินใช้เป็นรายวัน ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว หากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้เรามั่นใจได้ว่า ตั้งแต่ต้นเดือนถึงสิ้นเดือนเราจะมีกิน  

              วิธีคิดแบบชนิสร คือ รายได้-เงินออม=รายจ่าย เป็นการคำนวนก่อนว่ารายจ่ายทั้งเดือนของเราหมดไปกับค่าอะไรบ้าง เช่น ได้เงินมา 9,000 บาท หักค่าที่พัก 2,500 บาท ค่าเดินทาง 400 บาท (สัปดาห์ละ 100 บาท) ค่าอาหาร 3,000 บาท (วันละ 100) ค่าโทรศัพท์มือถือ 300 บาท และอื่นๆ อีก 500 บาท พอคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วที่เหลือคือเงินเก็บ และยังต้องมาคำนวนเงินเก็บต่อว่า เก็บอย่างไรให้คุ้มค่า  

              “คนรวยมีความสุขที่ได้กิน แต่คนจนมีความสุขที่มีกิน...ผมจำคำนี้มาจากละครเรื่องอยู่กับก๋ง และเอาคำนี้เตือนสติตอนจะใช้จ่ายอะไร บางครั้งถ้ารู้จักพอดีตามอัตภาพ ก็อยู่ได้แล้ว มีความสุขแล้ว" 

+++

 

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล...ต้องพึ่ง "พาร์ทไทม์"

              ณัฐกฤต เศรษฐโฮฬาร เป็นนักศึกษาอีกคนที่ต้องทำงานหาเงินเพื่อคอยเบาภาระให้ทางบ้าน เพราะทางบ้านไม่ได้มีฐานะรํ่ารวย และด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี จะต้องแบ่งเวลาเรียนและหาโอกาสไปทำงานหรือรับงานตามอีเวนท์ต่างๆ เพื่อมาคอยช่วยเหลือที่บ้าน

              ณัฐกฤต ได้เงินจากครอบครัวเป็นรายอาทิตย์ โดยส่วนมากนั้นจะเสียเงินไปกับการเดินทางไปเรียนเป็นซะส่วนใหญ่ เนื่องจากบ้านค่อนข้างไกลจากมหาวิทยาลัย ส่วนในเรื่องของการกินข้าวจะมักกลับไปกินข้าวที่บ้านเพื่อที่จะไม่ต้องเสียเงิน เพราะอาทิตย์หนึ่งจะพยายามเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

              “การที่เราหาเงินมาได้นั้นอาจไม่ยากเท่ากับการที่เราจะเก็บเงินนั้นไว้ ไม่ใช้มันอย่างสิ้นเปลือง เพื่อที่จะนำไปใช้หรือทำประโยชน์ในอนาคต” 

+++

 

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล...ต้องพึ่ง "พาร์ทไทม์"

              จักรกฤษณ์ หยาดคำ เป็นอีกหนุ่มนักศึกษาที่ได้รายรับจากครอบครัวและจากการเป็นพ่อค้าขายของออนไลน์ โดยได้จากครอบครัวสัปดาห์ละ 1,500 บาท ปกติแล้วเงินที่ได้จากครอบครัวนั้นเพียงพออยู่แล้วในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ด้วยความที่ต้องขับรถเพื่อเดินทางไปในที่ต่างๆ และเพื่อไปเรียน จึงต้องรับผิดชอบในการเติมนํ้ามันรถเอง จึงต้องขายของออนไลน์เพื่อนำมาเป็นรายจ่ายในส่วนที่เหลือ ตั้งใจด้วยว่าหากเป็นพ่อค้าขายของออนไลน์ได้สำเร็จก็จะนํารายได้ส่วนที่เหลือนั้นมาช่วยเหลือครอบครัวต่อไป

                “การที่วัยรุ่นสมัยนี้ใช้จ่ายเงินโดยที่ไม่คำนึงถึงว่าเงินนั้นหามายาก ทำให้เราไม่รู้ถึงคุณค่าของเงิน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีโอกาสที่จะหาเงินด้วยตัวเอง นั่นถือว่าเป็นเรื่องที่และถูกต้อง” 

+++

 

เปิด “เป๋าตังค์” วัยรุ่นยุคโซเชียล...ต้องพึ่ง "พาร์ทไทม์"

              ฉฏาธร จันทร์ประดิษฐ์ นักศึกษาและพ่อค้าออนไลน์อีกคน บอกไว้ว่า ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนและหากมีเวลาว่างก็จะไปเล่นกีฬาและขายของ และยังเป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวและสังสรรค์กับเพื่อน เงินที่ได้จากครอบครัวจึงไม่ค่อยพอใช้ จึงต้องหารายได้เสริมเพื่อนำมาใช้ในการสังสรรค์กับเพื่อน 

              ส่วนเงินที่ครอบครัวให้เดือนละ 7,000 บาทนั้น เขาบอกว่าถ้าไม่ต้องไปเที่ยวหรือสังสรรค์กับเพื่อนก็เพียงพออยู่แล้ว แต่ในบางครั้งเงินค่าขนมในบางส่วนก็จะนำไปใช้เป็นต้นทุนให้ร้านค้าออนไลน์ และในค่าใช้จ่ายที่เหลือก็คือมีไว้สำหรับการเดินทาง และค่าข้าว แต่หากมีเงินเหลือจากสิ้นเดือนก็จะนำไปเป็นต้นทุนของร้านอีกครั้งเพื่อนำมาทำเป็นกำไรอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ และหากเพื่อนชวนเขาไปรับงานตามอีเวนท์เพื่อหารายได้เสริมก็จะตกลงบ้างตามโอกาส

              “วัยรุ่นสมัยนี้มักจะใช้จ่ายเกินตัว รายรับไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ดังนั้นเราควรหางานทำเพื่อมาสมทบรายรับของตัวเองให้เพียงพอกับรายจ่ายและเป็นการฝึกฝนตนเองและหาประสบการณ์ในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปในตัวอีกด้วย” 

        นี่คือส่วนหนึ่งของ "วัยรุ่น" ที่รู้จักหารายได้เพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายของตัวเอง ตัวอย่างที่ดีของวัยรุ่นในยุคนี้ !!