
พระราชทานแนวทางให้กับช่างตัดเสื้อในเรื่องความประหยัด
เคยดูแลฉลองพระองค์ คือความประทับใจสูงสุดของช่างตัดเสื้อ
วันที่ 12 ก.ค. 2560 บรรยากาศในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อน้อมถวายความอาลัยและความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระองค์ เป็นวันที่ 252 แม้ว่าในช่วงเช้ามืดจะมีฝนโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีประชาชนเข้าแถวรออย่างเนืองแน่น ขณะที่กับในช่วงบ่ายถึงจะมีอากาศร้อนจัดประชานยังคงทะยอยเดินทางมาไม่ขาดสาย
ดร.กลวัชร กองเรืองกิจ นายมสมาคมช่างตัดเสื้อไทย เปิดใจก่อนเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่ารู้สึกเป็นเกีรยติอย่างสูงสุดในชีวิตต่อช่างตัดเสื้อทุกคนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาคมฯ ดำเนินงานภายใต้ความพอเพียง ซึ่งเป็พระราชดำรัสที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำ ซึ่ง อาชีพของช่างตัดเสื้อเองก็ดำรงตนด้วยความพอเพียงมาโดยตลอด จึงเป็นสิ่งที่สมาคมฯ ยึดมั่นมาโดยตลอด
“ในสมาคมหลายร้านเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านให้ดูแลเรื่องฉลองพระองค์ นับเป็นความประทับใจสูงสุดในชีวิต โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวทางการด้านทำงานให้กับช่างตัดเสื้อในเรื่องของความประหยัด เลือกใช้วัตถุดิบให้เหมาะสมกับโอกาสต่างๆ เน้นประโยชน์ใช้สอยให้มากที่สุด ส่วนไหนที่พอจะแก้ไขได้ก็ทรงให้แก้ไขเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ทรงไม่ให้ทิ้งขว้าง และสิ่งสำคัญคือทรงเน้นให้ใช้วัตถุดิบของไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไปในตัวด้วย”
น.ส.นีรนารถ โรจน์รัตน์พล อาจารย์จากโรงเรียนวิสุทธรังษี จ.กาญจนบุรี ได้นำคณะครูและนักเรียนกว่า 1,000 คน เดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันนี้ เพื่อมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้กล่าวภายหลังที่กราบสักการะพระบรมศพ ว่า โดยส่วนตัวครั้งนี้เป็นการมาครั้งที่ 2 แล้ว ซึ่งครั้งแรกที่มาในช่วง 100 วันแรกของการเสด็จสวรรคต ใช้เวลานานกว่า 14 ชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้นกราบพระบรมศพ แต่ครั้งนี้ถือว่าใช้เวลาไม่นานมากเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่ได้กราบพระบรมศพนั้นล้วนเต็มไปด้วยความตื้นตันใจน้ำตาไหลออกมาทุกครั้ง เพราะที่ผ่านมาพระองค์ท่านทรงทุ่มเทพระวรกายอย่างหนักในการทรงงานเพื่อประชาชน และทรงวางพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดีให้คนไทยได้เดินตามรอยพระองค์ท่าน ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการสั่งสอนนักเรียนและดำเนินชีวิตประจำวัน
"ด้วยความที่เป็นครูเราได้นำหลักคำสอนเรื่องความวิริยะอุตสาหะของพระองค์ท่านมาเป็นสอนเด็กนักเรียนเป็นประจำ โดยจะบอกคำว่านักเรียนทุกคนต้องมีความเพียรพยายามในการศึกษาหาความรู้เพื่อมาพัฒนาตัวเองและช่วยเหลือสังคม เราทุกคนต้องดูในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่างพระองค์ทรงมีความวิริยะอุตสาหะความเพียรพยายามในการที่จะทำสิ่งต่างๆด้วยพระองค์เอง ทุกครั้งที่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมประชาชนในที่ห่างไกลทุรกันดารเหลือเกิน แต่พระองค์ก็มิได้ทรงย่อท้อเลยหากแต่กลับทรงเพียรพยายามที่จะไปถึงที่หมายให้ได้ ดังนั้นเราจึงต้องยึดพระองค์เป็นแบบอย่างในการศึกษาหาความรู้และการใช้ชีวิต เพื่อทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและเป็นคนดีของสังคม" น.ส.นีรนารถ กล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างเปี่ยมล้น



