
“บิ๊กเต่า”สั่งเร่งวางกลไก รองรับพ.ร.บ.แร่ในประเทศ
“บิ๊กเต่า”สั่งเร่งวางกลไก รองรับพ.ร.บ.แร่ในประเทศ
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า แร่เป็นวัตถุดิบเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ การนำทรัพยากรแร่ในประเทศมาใช้ประโยชน์ ถือเป็นการทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และยังก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้รัฐจากค่าภาคหลวงและภาษี ซึ่งนับตั้งแต่มีการเริ่มต้นสำรวจทรัพยากรแร่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่แหล่งแร่ 99,700 ตารางกิโลเมตร หรือ 62 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 19 ของเนื้อที่ประเทศ พื้นที่ศักยภาพทางแร่ 80,600 ตารางกิโลเมตร หรือ 50 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 16 ของเนื้อที่ประเทศ โดยแร่ที่ได้รับการประเมินปริมาณสำรองแร่แล้ว มีจำนวน 25 ชนิด อาทิ ถ่านหินลิกไนต์ หินปูน หินบะซอลต์ หินแกรนิต ยิปซัม โซเดียมเฟลด์สปาร์ ฟลูออไรต์ ควอตซ์ สังกะสี เงิน เหล็ก ทังสเตน ดีบุก และทองแดง
ทั้งนี้ ปริมาณสำรองเฉพาะทรัพยากรแร่ที่มีนัยสาคัญทางเศรษฐกิจมีมูลค่าหลายหมื่นล้านล้านบาท แต่ที่ผ่านมาการจัดการทรัพยากรแร่ในประเทศยังประสบปัญหาต่างๆ เช่น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่การทำเหมืองแร่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน การใช้ทรัพยากรแร่ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่คุ้มค่า ไม่คานึงถึงการบริหารจัดการในภาพรวม ขาดดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความขัดแย้งในสังคมระหว่างชุมชนกับผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่มีการพัฒนาแหล่งแร่
รัฐบาลได้ให้ความสาคัญเร่งด่วนในกรณีดังกล่าว จึงมอบหมายให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลักดันการปฏิรูปการบริหารจัดการแร่ของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการเร่งรัดผลักดันให้มีปรับปรุงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แร่ เพื่อให้เกิดความทันสมัย ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ทำให้เกิดกลไกการบริหารจัดการแร่เชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ รวมทั้งแก้ไขปัญหาข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ (พ.ศ.2560) ได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560 และจะมีผลบังคับในวันที่ 29 สิงหาคม 2560
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างรอกฎหมายมีผลบังคับใช้ กระทรวงฯได้ผลักดันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกการดำเนินการในเชิงนโยบาย ควบคู่กับการจัดประชุมรับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพและทุกภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดลาปาง ขอนแก่น ลพบุรี และสุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการ (focus group) จำนวน 5 ครั้ง
ขณะที่จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 5 คณะ เพื่อจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ การเสริมสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการบริหารจัดการแร่ การจัดทำนโยบายแร่หินอุตสาหกรรม (แร่โพแทช และแร่ควอตซ์) และในอนาคตอันใกล้จะเร่งผลักดันแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ โดยมีการกำหนดพื้นที่การทำเหมืองแร่ พื้นที่แหล่งแร่ที่ควรสงวนไว้เพื่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต รวมถึงการกำหนดนโยบายต่างๆ เพื่อให้การบริหารจัดการแร่ของประเทศมีประสิทธิภาพ มีดุลยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยสอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 เพื่อการบริหารจัดการแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน โดยคานึงถึงดุลยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างรอบด้าน รวมทั้งการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างรัฐ ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ทำเหมืองและพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม



