
ทีดีอาร์ไอ แนะรัฐปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนแท้จริง
ทีดีอาร์ไอ แนะรัฐปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนแท้จริง
น.ส.วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานเสวนา “สู่การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป:เราจะอยู่กับ disruptive technology อย่างไร” ว่า ทีดีอาร์ไอ ได้ทำการศึกษาข้อมูลการติดตั้งแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)กับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้าพบว่า การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยมีความเข้มแสงสูงกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และต้นทุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกิจการขนาดกลาง และกิจการขนาดใหญ่ คุ้มค่าในการลงทุนแล้ว หรือสามารถคืนทุนได้ภายใน 10 ปี จากการใช้จ่ายค่าไฟฟ้าที่ลดลง
ดังนั้น ในอนาคตการติดตั้งโซลาร์เซลล์จะได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้าฯ และราคาไฟฟ้า ตามข้อมูลแบบจำลองทางการเงินของการไฟฟ้าในสหรัฐ ปี 2557 ที่แสดงให้เห็นว่าการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเกิน 10%ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้าฯและราคาไฟฟ้า ซึ่งหากเปรียบเทียบกับไทย จากแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558-2579(เออีดีพี 2015) กำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 6,000 เมกะวัตต์ คิดเป็น 2.4%ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2579 จึงเหลือเวลาเตรียมพร้อม แต่ด้วยพัฒนาการต้นทุนเทคโนโลยีที่ถูกลงรวดเร็ว อาจทำให้การผลิตไฟฟ้าจากรูฟท็อป 10% เกิดได้เร็วขึ้นแต่คงไม่ใช่ภายใน 4-5 ปีนี้
สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นในอนาคต คือ รูปแบบความต้องการใช้ไฟฟ้าแต่ละช่วงของวันจะเปลี่ยนไป เช่นเดิมไทยเคยเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ในช่วงกลางวัน แต่โซลาร์รูฟท็อปจะเข้ามาช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน และทำให้พีคไฟฟ้าไปเกิดขึ้นช่วงกลางคืนแทน การผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปที่ยังไม่เสถียร(เฟิร์ม)จะสร้างความไม่แน่นอนในระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และทำให้หน่วยจำหน่ายไฟฟ้าลดลงมาก ในขณะที่ความต้องการลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าและสายส่งลดลงเพียงเล็กน้อย หรือ รายได้ของการไฟฟ้าฯลดลลงแต่รายจ่ายในการลงทุนอาจไม่ลดลงและอาจเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งส่วนต่างระหว่างรายได้และต้นทุนดังกล่าว จะถูกส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดโซลาร์รูฟท็อป รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
“นโยบายของภาครัฐที่จะเก็บอัตราระบบสำรองไฟฟ้า(Backup Rate) สำหรับผู้ตั้งตั้งโซลาร์รูฟท็อป เป็นการบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนค่าผลิตไฟฟ้าและรายได้ที่ลดลงของการไฟฟ้าฯ แต่ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานและพีคไฟฟ้าช่วงกลางคืนยังมีอยู่ ทำให้ต้นทุนยังสูงอยู่ ซึ่งแนวทางที่เหมาะสม รัฐควรปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้สะท้อนต้นทุน” น.ส.วิชสิณี กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปรับตัวรับมือกับผลกระทบดังกล่าว ภาครัฐจำเป็นต้องปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนและกระจายภาระอย่างเหมาะสม ซึ่งปัจจุบัน โครงสร้างค่าไฟฟ้า ประกอบด้วย ต้นทุนหลัก 3 ส่วนคือ ต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร และต้นทุนกำลังการผลิตไฟฟ้า โดยในส่วนของต้นทุนคงที่ ที่เรียกเก็บค่าบริการรายเดือน จะสะท้อนต้นทุนค่าบิล,ค่ารักษามิเตอร์,ค่าส่งเอกสารของการไฟฟ้าฯ จึงควรเพิ่มเติม ต้นทุนอื่นๆ เช่น ค่าสร้างและบำรุงระบบส่ง เพื่อลดปัญหารายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอกับการชดเชยต้นทุนคงที่
ส่วนต้นทุนผันแปร ควรสะท้อนต้นทุนการตามช่วงเวลาสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม หรือรู้อัตราค่าไฟฟ้าแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงานในช่วงพีค ขณะที่ต้นทุนกำลังการผลิตไฟฟ้า ควรขยายฐานเก็บค่าพลังงานไฟฟ้าไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทครัวเรือนขนาดใหญ่และกิจการขนาดเล็กด้วย จากเดิมเก็บแค่ผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการติดตั้งอุปกรณ์สำรองไฟฟ้า(Energy Storage)
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) กล่าวว่า การจัดเก็บอัตราระบบสำรองไฟฟ้า(Backup Rate) สำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าแบบผลิตเองใช้เอง หรือ Isolated Power Supply (IPS) ที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ภาครัฐเริ่มเก็บกับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ที่ไม่ใช่ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรายเล็ก ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างให้ 3 การไฟฟ้าฯสำรวจฐานข้อมูลและอัตราที่ชัดเจน จากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนผ่านเว็บไซต์ กกพ. ได้ไม่เกินปลายปีนี้ และจะไม่มีผลย้อนหลังต่อผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองที่ดำเนินการไปก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเองและใช้เองมากขึ้น กกพ.เตรียมนำร่องจัดเก็บอัตราค่าบริการสายส่งและจำหน่าย(willing change) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) ที่ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการหรือโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อนในการลงทุนก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้าฯที่หายไป คาดว่า แนวทางดังกล่าวจะสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนได้ภายในปีนี้
“เดิมกลุ่มSPP ทำเรื่องขอเดิมสายส่งเชื่อมให้กับลูกค้าในนิคมฯ แต่การไฟฟ้าฯไม่อนุญาต ซึ่งกกพ.มองว่า สามารถดำเนินการได้โดยต้องออกกติกาให้ชัดเจน เช่น ระยะห่างของสายส่งกับตัวอาคาร เป็นต้น หรือ หากไม่สร้างสายส่งเอง ก็สามารถมาเช่าสายส่งของการไฟฟ้าฯได้ แต่ต้องมีค่าใช้จ่าย willing change “ นายวีระพล กล่าว
นายวีระพล กล่าวอีกว่า กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงสะท้อนต้นทุนพลังงานทดแทน และค่าBackup Rate ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล คาดว่าโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะเริ่มใช้ในปีหน้า
นายกุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การไฟฟ้าฯ เป็นห่วงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปที่มากขึ้นในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อความคุณภาพไฟฟ้า เพราะจะทำให้แรงดันไฟฟ้าสูงเกินมาตรฐาน หรือ หากโซลาร์ฯมากเกินไป อาจเกิดปัญหาไฟฟ้าไหลกลับเข้าเกิดกำลังไฟฟ้าสูญเสีย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพไฟฟ้า การไฟฟ้าฯจึงควรรักษาระดับแรงดัน เช่น ควรมีระบบกักเก็บพลังงาน หรือ แบตเตอรี่มาสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ช่วงกลางคืน
นอกจากนี้ การไฟฟ้าฯควรปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าหลักสำหรับสำรองไฟฟ้าให้กับโซลาร์รูฟท็อปด้วย จากเดิมเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาสตาร์ทเครื่องนาน 4-6 ชั่วโมง ควรเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซที่สามารถสตาร์ทเครื่องได้เร็วกว่า เพราะเป็นการจุดระเบิดไอแก๊ซและนำไอไปหมุนกังหันผลิตไฟฟ้าได้ทันที สามารถสำรองไฟฟ้าได้ทันท่วงทีและรวดเร็วกว่า
นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคอุตสาหกรรมมีความคุ้มค่าในการช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ 1ใน 3 ของค่าไฟฟ้าต่อโรงงาน 1 แห่ง ทำให้ในอนาคตจะเห็นความนิยมติดตั้งมากขึ้น และลดการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฯลง ซึ่งภาคอุตสาหกรรมพร้อมที่จะจ่ายค่าBackup Rate ในอัตราที่เหมาะสม และต้องไม่กระทบต่ออัตราผลตอบแทนการลงทุน (Internal Rate of Return : IRR) ที่ได้คำนวนต้นทุนไว้แล้ว
น.ส.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในอนาคตภาครัฐจะมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น จึงเชื่อว่าจะยิ่งทำให้โซลาร์รูฟท็อปได้รับความนิยมติดตั้งศุงขึ้นไปอีก เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในอนาคต ดังนั้น ภาครัฐจึงควรพิจารณาแนวทางที่ทำให้การผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเดินควบคู่ไปกับการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสม



