ข่าว

"อัยการสูงสุด"ตั้งคกก. สอบวินัย "ธนพล"เมาเบ่ง

"อัยการสูงสุด"ตั้งคกก. สอบวินัย "ธนพล"เมาเบ่ง

11 ก.ค. 2560

"อัยการสูงสุด"ตั้งคกก.สอบวินัย30วัน "ธนพล จูฑะเตมีย์" เมาเบ่งตร.บางแสนทำภาพลักษณ์สุดมัวหมอง ไม่เสร็จขยายสูงสุด60วัน รับทุกสังคมอาจมีแกะดำขอปชช.เชื่อมั่นองค์กร

            11 ก.ค. 60 ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นายธนพล จูฑะเตมีย์ อัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 1 แล้ว จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติกรรมที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงพูดคล้ายคนเมาสุรา และมีคำพูดไม่เหมาะสม กระทบต่อภาพลักษณ์สำนักงานอัยการสูงสุด และตัวอักษร โดยการสอบสวนวินัย จะมีเวลา 30 วัน หากยังสอบสวนไม่เสร็จสามารถขยายเวลาได้อีก 2 ครั้งๆละ 30 วัน

            "ขณะนี้ยังไม่ได้ติดตามว่านายธนพล มาทำงานหรือไม่ แต่เวลานี้อัยการสูงสุด หรือ คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ยังไม่ได้มีคำสั่งย้ายนายธนพล ระหว่างการสอบสวนวินัย" อัยการสูงสุด กล่าว.

            ต่อมาที่ห้องประชุม 303 สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด  ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ให้นายธีระ หงส์เจริญ อธิบดีอัยการสำนักงานคณะกรรมการอัยการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาว่า สายตรวจบางแสน เจออัยการเมาเบ่ง บีบแตรเรียกกลางทางให้ไปส่งร้านลาบ โดยสายตรวจไปส่งไม่ได้ โทรหาผู้การให้ไปขอโทษ หลังจากนั้นโทรหาเสธ.ทหารเรือ ให้ทหารมา 3 คน จะมาเอาตัวสายตรวจไปขอขมาที่บ้าน "อัยการสูงสุด"ตั้งคกก. สอบวินัย "ธนพล"เมาเบ่ง

( ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด )

            โดยร.ท.สมนึก โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า วันนี้ (11 ก.ค.) นายธีระ หงส์เจริญ อธิบดีอัยการสำนักงาน ก.อ.ได้แจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินการว่า พิจารณาแล้วเห็นว่า จากคลิปเสียงที่เผยแพร่ในสื่อมวลชนข้อมูลที่ปรากฏจากสื่อ ข้อความในเฟซบุ๊กของนายธนพล จูฑะเตมีย์ และพฤติกรรมในอดีต น่าเชื่อว่า เป็นคลิปเสียงพูดของนายธนพล จูฑะเตมีย์ อัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 1 ที่มีลักษณะคล้ายเมาสุราเป็นคำพูดไม่เหมาะสมกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ

            "การกระทำของนายธนพล จูฑะเตมีย์ ดังกล่าวนั้น กรณีเป็นที่สงสัยว่า กระทำผิดวินัยฐานกระทำการที่อาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ค.2553 มาตรา 64 ประกอบมาตรา 74 ซึ่งได้นำเรียนให้อัยการสูงสุดทราบ เพื่อขอให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายวินัยพิจารณาดำเนินการทางวินัย โดยอัยการสูงสุด ได้เห็นชอบและมีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับนายธนพล จูฑะเตมีย์แล้ว" โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าว

            ในส่วนการสอบสวนวินัยและผลของการลงโทษนั้น ร.ท.สมนึก โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบายว่า ตามระเบียบว่าด้วยการสอบสวนที่เกี่ยวกับการพิจารณาการกระทำความผิดทางวินัยของข้าราชการฝ่ายอัยการ คณะกรรมการฯ จะมีเวลาสอบสวนและรายงานให้อัยการสูงสุดทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการฯ รับทราบคำสั่งแต่งตั้ง แต่หากครบ 30 วันแล้ว การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นก็สามารถขยายระยะเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน  ส่วนการสอบสวนจะต้องประสานตำรวจและทหารที่อยู่ในเหตุการณ์มาสอบถามเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงชัดเจนหรือไม่นั้น คณะกรรมการฯที่อัยการสูงสุดตั้งขึ้นมีหน้าที่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงทุกด้านมาพิจารณาถึงการกระทำดังนั้นจึงเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการฯว่าจะเรียกใครมาสอบบ้าง และอย่างไรก็ดีขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อมูลว่าทางตำรวจและทหารได้ประสานขอข้อมูลจากอัยการในเรื่องนี้ด้วยแต่อย่างใด ส่วนตัวนายธนพลนั้น วันนี้ทางทีมโฆษกฯก็ยังไม่ได้ติดต่อพูดคุยอะไรด้วยแต่อย่างใด

            "ทุกสังคมก็ย่อมมีแกะดำปะปนกันบ้าง แต่ว่าสังคมอัยการอยู่มา 100 กว่าปีแล้วเจริญรุ่งเรื่องและทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมาอย่างยาวนาน ถ้าหากมีกรณีที่คนใดคนหนึ่งทำให้เกิดความเสียหายก็จะถูกตัดออกไปจากสังคม ฉะนั้นสำนักงานอัยการสูงสุดโดยผู้บริหารทุกระดับก็ได้ดูแลในจุดนี้ ในอดีตมีหลายๆคนที่ถูกลงโทษและออกจากราชการไป ปลาที่อยู่ในข้องเดียวกันบางครั้งตัวหนึ่งเน่าก็ส่งกลิ่นไปกระทบกระทั่งปลาตัวอื่นด้วย เราก็พยายามเอาปลาที่เน่าออกจากข้องไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชน" โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุ "อัยการสูงสุด"ตั้งคกก. สอบวินัย "ธนพล"เมาเบ่ง  

( นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด )

            ในส่วนกรณีที่นายธนพล เคยถูกสอบสวนและลงโทษการกระทำผิดในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ ที่มีอาการมึนเมาและใช้คำพูดไม่เหมาะสม เมื่อปี 2558นั้น นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย ซึ่งผลของการสอบสวนเห็นว่า คำพูดที่ใช้นั้นเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม จึงลงโทษวินัยไม่ร้ายแรง ฐานทำให้เสื่อมเสียแห่งการดำรงตำแหน่งหน้าที่อัยการประกอบกับคู่กรณีแจ้งต่อสำนักงานอัยการสูงสุดว่าไม่ติดใจ จึงได้ลงโทษเป็นทัณฑ์บน ซึ่งการสอบสวนวินัยกรณีใหม่นี้คณะกรรมการฯ ก็จะนำผลดังกล่าวมาพิจารณาประกอบด้วย อย่างไรก็ดีในการพิจารณาลงโทษทางวินัยนั้นหากผลออกมาว่าเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 ก็กำหนดการลงโทษไว้ 5 สถาน ในมาตรา 84 คือ ไล่ออก,ปลดออก,ให้ออก,งดเลื่อนตำแหน่งหรืองดเลื่อนขั้นเงินเดือนและภาคทัณฑ์แล้วแต่รูปเรื่อง และหากพิจารณาโทษเห็นว่าเป็นการผิดวินัยไม่ร้ายแรงตาม มาตรา 88 ก็ระบุว่าผู้บังคับบัญชาก็เสนอคณะกรรมการอัยการ(ก.อ.) ให้ลงโทษได้ตั้งแต่ งดการเลื่อนตำแหน่ง,งดเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี หรือภาคทัณฑ์หรือทำทัณฑ์บน ส่วนจะมีความผิดอาญาด้วยหรือไม่ขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อมูลทุกอย่างต้องรอผลสอบสวน อย่าเพิ่งไปคาดเดาอะไรนะ เท่าที่มีข้อมูลขณะนี้เป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม ทำให้เสื่อมเสียเกียรติ์ แต่ข้อกล่าวหาทางอาญาข้อเท็จจริงยังไปไม่ถึงขณะนั้น

            เมื่อถามว่า พฤติกรรมตามคลิปที่มีดึงเจ้าหน้าที่องค์กรอื่น อย่างนายตำรวจในพื้นที่และทหารเรือ ในการสอบสวนวินัยต้องเชิญตัวบุคคลเหล่ามาสอบถามรายละเอียดด้วยหรือไม่ นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวสั้นๆว่า "ต้องรอการสอบสวน"  

            ต่อกรณีใกล้ถึงวาระโยกย้ายประจำปีแล้ว นายธนพล จะได้รับการโยกย้ายด้วยหรือไม่ ร.ท.สมนึก โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า  นายธนพลจะไม่ได้รับการโยกย้าย เนื่องจากตามระเบียบแล้วบุคคลใดที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอยู่ ก็จะไม่ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายในตำแหน่งที่สูงสุด หรือที่เรียกกันในหมู่ข้าราชการว่า ถูกแป๊ก นั่นเอง

            ขณะที่นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวปฏิเสธด้วยว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ เมื่อปี 2558 กับเหตุการณ์ปัจจุบันที่เพิ่งเกิดนี้ ทางทีมโฆษกฯ ยังไม่เคยได้รับรายงานว่าเคยมีการตั้งเรื่องสอบสวนนายธนพลในเรื่องอื่นอีก เท่าที่มีข้อมูลในขณะนี้มีเพียง 2 เรื่องนี้เท่านั้น

            "เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุดทุกระดับก็ไม่สบายใจ และไม่ได้นิ่งนอนใจ และขอสื่อสารทางสังคมด้วยว่าเรื่องที่เกิดขึ้น อัยการได้ดูแลหลักสูตรของการเข้ามาเป็นอัยการทุกคน ซึ่งจะสอนคนเป็นอัยการให้มีความสุภาพนอบน้อม ทั้งต่อประชาชนที่ติดต่อข้าราชการทั้งในและนอกกระบวนการยุติธรรม แต่ให้มั่นคงและแข็งแกร่งในภารกิจหน้าที่ที่จะอำนวยความยุติธรรมให้พี่น้องประชาชน นี่คือปณิธานที่แน่วแน่ของสำนักงานอัยการสูงสุดที่จะผลิตอัยการที่มีทั้งความรู้และความประพฤติที่เหมาะสม ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องขึ้นทางผู้บริหารก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยทันที" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวให้ความมั่นใจ และยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรอย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวเพียงแต่ว่า ผู้ที่กระทำนั้นมีตำแหน่งของอัยการอยู่ด้วย โดยที่ผ่านมาในการทำงานสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีการประสานงานและร่วมงานกัน โดยให้เกียรติ์กันและกันมาโดยตลอด จึงไม่มีข้อกังวลและปัญหาในเรื่องนี้อย่างแน่นอน.