
กล้วยไม้กับคนญี่ปุ่น
โดย - ศ.ระพี สาคริก
ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว
กรุงเกียวโต มีศิลปินมือเยี่ยม ๆ หลายคน แม้แต่ศิลปินซึ่งทำงานเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาคนของเขามีเตาเผาเครื่องปั้นอยู่ในห้องนอน ฝีมือการปั้นแต่ละชิ้น เขาจะเก็บขึ้นชั้นไว้ข้างฝาเพื่อแสดงถึงฝีมือการปั้นที่เก่าแก่มากๆ ฝีมือการปั้นแบบนี้เขาไม่ทำแบบที่มันคล้ายๆกับใส่พิมพ์เข้าไปแล้วก็เทออกมา แต่การปั้นด้วยมือนั้นย่อมมีลีลาที่ดูแล้วรู้ว่ามันเกิดจากจิตวิญญาณการปั้นที่ทำด้วยมือจริง ๆ
ฉันไปชมพันธุ์กล้วยที่เขาปลูกรวบรวมพันธุ์เอาไว้ในเรือนกระจกไม่ต่ำกว่า 200 พันธุ์ ซึ่งคนไทยมักเก็บรวบรวมเอาพันธุ์ที่กินได้เท่านั้น แต่ญี่ปุ่นเก็บของเก่าแก่ที่กินไม่ได้เพราะรู้ว่าของกินได้นั้นมันเป็นผลิตภัณท์ที่ผสมมาจากของป่า
นี่แหละที่เป็นความคิดที่เรียกได้ว่าเป็นคนละชั้นกันเลยทีเดียว อย่างที่ฉันเคยพูดแล้วพูดอีกว่า ของที่มันสวยอยู่แล้วจะเอามาคัดพันธุ์ทำไม ทำไมไม่เอาของที่มันไม่สวยแล้วเอามาคัดให้มันสวยไม่ดีกว่าหรือ
นี่แหละที่เรียกได้ว่าคนไทยชอบของสำเร็จรูป ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้แสดงฝีไม้ลายมืออะไรเลย คงเอาแต่ความสบายเป็นใหญ่ ใช่หรือเปล่า
ฉันทำกล้วยไม้มาในอดีตตั้งแต่กล้วยไม้ยังไม่เข้าสู่ระบบการตลาด วางแผนส่งพันธุ์กล้วยไม้ที่ไม่มีใครเขาเหลียวแลไปเมืองนอกแล้วพาชาวสวนกล้วยไม้ไปรอดูตรงปลายว่าฝรั่งเอาไปทำอะไร นี่ถึงจะรู้ว่าเราควรจะเตรียมทำอะไรบ้างที่มันใหม่ ๆ
แทนที่จะย่ำเท้าอยู่กับของเก่าแล้วปากก็บอกว่าอยู่กับของใหม่ เวลานี้เราตามเขาไม่ทัน เพราะอยากตาม จึงตามไม่ทัน การไม่ตามนั่นแหละจึงจะทำให้ตามทัน เพราะการไม่ตามนั้นคือการหยิ่งในศักดิ์ศรี เราต้องคิดสร้างมันขึ้นมาใหม่ เพราะเกิดมาธรรมชาติก็ให้สมองมา ให้มือให้เท้ามาด้วยใช่หรือเปล่า
เพราะปมไม่ได้เรียนกล้วยไม้ในมหาวิทยาลัย เพราะไม่มีจะให้เรียนนี่แหละ เราจึงได้มันมาจากของแท้ที่อยู่ในสมองของเราเอง
ฉันเล่าเรื่องราวของญี่ปุ่นมาพอสมควรแล้ว คุณรู้หรือเปล่าว่าก่อนที่ฉันจะได้รับพระราชทานเครื่องราชย์สูงสุดในระดับสามัญชนจากสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นนั้น สิ่งนี้มาจากไหนแล้วเกิดอะไรขึ้น
วันนั้นคุณวาตารุ คิมูระ ได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว ส่วนตัวฉันเองเดินทางขึ้นไปประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงนั้นฉันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ญี่ปุ่นมอบเครื่องราชย์นี้ให้ไม่ใช่เพราะฉันเป็นรัฐมนตรี แต่จะเป็นใครก็สุดแล้วแต่
วันนั้นฉันกำลังจะออกเดินทางขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ฉันได้เห็นชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งยืนอยู่ริมประตูทางออกไปสู่ลานจอด ฉันมองครั้งใดฉันก็มองเห็นนัยน์ตาชายคนนั้นมองมาแล้วอมยิ้มให้ฉันหลายหน จนฉันสงสัยว่าเขาเป็นใครกันแน่
ต่อมาจึงรู้ว่าชายคนนั้นก็คือเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยคนใหม่ ซึ่งเพิ่งจะเข้ามารับงาน เขาชื่อ “ศาสตราจารย์ ด๊อกเตอร์ โมโตโอะ โอกิโซะ" เอกอัครราชทูตคนนี้เป็นนักวิชาการเต็มตัว ฉันเข้าใจว่าเธอคงสนใจอยากจะรู้จักกับฉัน ในที่สุดเราก็มีโอกาสนั่งคุยกัน
ฉันรู้สึกว่าทูตญี่ปุ่นทุกคน ถ้าถามว่าสนใจอะไรเรา ก็จะได้รับคำตอบประโยคเดียวกันหมดว่าเขาสนใจวัฒนธรรม!
..............................................



