
“ญาติโสภณ”รับทำร้ายตร.จริง โต้ไม่ใช่ “แก๊งยันหว่าง"
“ญาติโสภณ” รับหลานทำร้ายตำรวจจริง ออกตัวไม่ใช่สมาชิก “แก๊งยันหว่าง” ระบุไม่มีเงินค่าประกันตัว 4 แสนบาท ลั่นขอสู้จนถึงที่สุด “เด็กปั๊ม” ปัดสัมภาษณ์
นายสัมพันธ์ ทับหิรัญ อายุ 47 ปี ญาติของนายโสภณ โกสินทร์ อายุ 36 ปี 1 ใน 4 แก๊งยันหว่าง ผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี หลังก่อเหตุทะเลาะวิวาทภายในปั๊มน้ำมันบางจาก ถ.สุขาภิบาล5 ซ.17 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขต กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ระบุว่า นายโสภณ ไม่ได้เป็นสมาชิก หรืออยู่ในแก๊งยันหว่างตามที่เป็นข่าว ตอนนี้เอามาเชื่อมโยงในโลกโซเชียลจนเละเทะ โดยนายโสภณทำงานรับซื้อน้ำมันเก่า ลูกชายของตนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพราะคอยห้ามเพื่อน ทำงานกับนายโสภณ ซึ่งเด็กๆตั้งใจจะไปทำงานกัน ไม่ได้จะไปหาเรื่อง หรืออยากมีเรื่องกับใคร และจุดที่ไปส่งน้ำมันก็อยู่ไม่ไกลจากปั๊มน้ำมันดังกล่าว
“กลุ่มของนายโสภณยังไม่ได้มีการสูบบุหรี่ และทางปั้มแค่เตือน แต่ยอมรับว่านายโสภณได้ทำร้ายตำรวจจริง ก็เพราะตำรวจร้ายเขาก่อน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการทะเลาะวิวาทกัน แต่มันไม่ยุติธรรม และไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแจ้งข้อหาอื่น” นายสัมพันธ์
นายสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ตนได้สอบถามไปยังศาล เพื่อขอประกันตัวนายโสภณ โดยทางศาลแจ้งว่าต้องวางหลักทรัพย์ประกันตัว 4 แสนบาท แต่ทางครอบครัวไม่มีหลักทรัพย์มายื่นขอประกันตัว จึงได้สอบถามไปยังนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงได้อธิบายว่าสามารถทำเรื่องของประกันตัวคนไม่มีเงินได้ โดยตนจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ และจะต่อสู้ด้วยตัวเองจนถึงที่สุด เพื่อให้ความจริงเกิดขึ้นให้ได้
ส่วนบรรยากาศปั๊มน้ำมันบางจาก ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 17 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน จุดเกิดเหตุแรกของเหตุทางพนักงานปั๊มทำงานตามปกติ โดยมีรถกระบะตำรวจสายตรวจ สน.สายไหม ขับวนเวียนเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปเพื่อสอบถาม ทางพนักงานปั๊มปฏิเสธการที่จะให้สัมภาษณ์ เนื่องจากยังอยู่ในอาการหวาดระแวง
ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายเอ (นามสมมุติ) ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุพบเห็นว่ามีรถกระบะขับเข้ามาจอดที่จุดรอเติมน้ำมัน แต่รถคันดังกล่าวอยู่ในสภาพด้านหน้ารถมีร่องรอยคล้ายประสบอุบัติเหตุมา จนทำให้ความร้อนของเครื่องยนต์ขึ้น จากนั้นมีชายฉกรรจ์ที่อยู่ในอาการคล้ายคนเมา ลงมาจากรถ 5 คน และได้ขอพนักงานปั๊มเติมน้ำในหม้อน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ และกลุ่มชายฉกรรจ์ได้นำบุหรี่มาจุดสูบ ซึ่งทางปั๊มมีป้ายเตือนว่าห้ามสูบบุหรี่ เนื่องจากอาจจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ หรือทำให้ปั๊มระเบิดได้ จนทำให้พนักงานต้องเข้ามาเตือน เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น ส่งผลให้ทางชายฉกรรจ์เหล่านั้นไม่พอใจ ต่อมาได้มีรถจักรยานยนต์ตำรวจสายตรวจขับขี่เข้ามา เมื่อเห็นเช่นนั้นทางตำรวจจึงเข้ามาระงับเหตุ แต่กลับสร้างความไม่พอใจกับกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ จนมีการกระชากคอเสื้อตำรวจอย่างไม่เกรงกลัว แต่ทางตำรวจก็ยังคงใจเย็นไม่ตอบโต้
"ต่อมาทางพนักงานในปั๊ม ยังได้ถูกกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ลงมือทำร้ายร่างกาย จนตำรวจต้องเข้าไประงับเหตุอีกครั้ง จากนั้นวัยรุ่นกลุ่มนี้ได้ย้อนกลับมาทำร้ายตำรวจ ด้วยการเตะเข้าที่ก้านคอ จนตำรวจล้มลงกองกลับพื้น พร้อมทั้งกระทืบซ้ำ และยังพยายามหยิบถังดับเพลิงที่อยู่ในปั๊มมาทุบ แต่ไม่สามารถเอาออกมาได้ ก่อนจะพากันขับรถหลบหนีไป โดยเหตุการณ์นี้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร และประชาชนอีกหลายคน ที่เห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน ก่อนจะไปเกิดเหตุซ้ำที่โรงพักสายไหม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 แห่ง มีความรุนแรง ไม่แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย ทำให้ชาวบ้านละแวกนี้หวาดระแวงกลุ่มผู้ก่อเหตุ เพราะขนาดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย ยังถูกผู้ต้องหาลงมือทำร้ายได้ แล้วประชาชนทั่วไปจะขนาดไหน หนำซ้ำยังมีกระแสข่าวว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุจะกลับมาสร้างความรุนแรงซ้ำอีกครั้ง" นายเอ ระบุ
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง ศูนย์ปฏิบัติการอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) สำนักงานเขตสายไหม พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน มีเพียงเจ้าหน้าที่ประจำห้องวิทยุ 1 นาย ซึ่งไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าว จากนั้นทางผู้สื่อข่าวจึงได้โทรศัพท์ไปสอบถามอาสาสมัครอีกหนึ่งรายพบว่า ทางผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนี้ มีคำสั่งห้ามให้ข่าวแต่อย่างใด เพราะเกรงว่าจะเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี เนื่องด้วยในวันเกิดเหตุการณ์ทางผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้ถอนกำลังออก เมื่อทางผู้ต้องหามาก่อเหตุภายในโรงพักสายไหม เพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นมาอีกครั้ง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไม่จบ!! ลุ้นผลดีเอ็นเอ ก้นบุหรี่ทิ้งในปั๊ม เทียบแก๊งยันหว่าง



