
กราบพระบรมศพกี่ครั้งก็ร้องไห้เพราะคิดถึง
ตายกี่หนเกิดอีกกี่ชาติไม่รู้ว่าจะได้เจอพระมหากษัตริย์อย่าง ร.9 หรือไม่
วันที่ 9 ก.ค.2560 บรรยากาศภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อน้อมถวายความรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เป็นวันที่ 249 ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ปรากฎว่ามีประชาชนจากทั่วประเทศเดินทางมาเข้าแถวรอตั้งแต่เช้ามืด
นางพรกมล เสรีสุข ชาวจังหวัดนนทบุรี อาชีพค้าขายวัย 54 ปี พร้อมด้วยลูกสาว นางสาวภัชชา เสรีสุข อายุ 22 ปี เล่าว่า มากราบพระบรมศพสองครั้ง ทุกครั้งที่ได้ขึ้นกราบหน้าพระบรมโกศต้องร้องไห้คิดถึงพระองค์ตลอด รู้สึกรักพระองค์ท่าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเองได้รับการปลูกฝังครอบครัวตั้งแต่เด็กๆ ให้เคารพเทิดทูนพระองค์ ยิ่งพอโตขึ้นมายิ่งได้เห็นในสิ่งที่ทรงทำทุกอย่างเพื่อประชาชนอย่างที่ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ไหนในโลกทรงทำ ก็ยิ่งรักพระองค์มากขึ้น
“ไม่เฉพาะแค่เรื่องการทรงงาน แต่พระองค์ท่านยังทรงเป็นตัวอย่างในทุกๆ ด้าน อาทิ พระราชจริยวัตรทรงอ่อนน้อม ทรงมีพระเมตตา สิ่งสำคัญทรงกตัญญูต่อสมเด็จย่า ความเสียสละ ฯลฯ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความประทับใจไม่รู้ลืมแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน จำได้ว่าตอนเด็กๆ น่าจะเป็นวันพระใหญ่หรือวันสำคัญ แม่พาเรามาที่วัดพระแก้ว เพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ โดยมาจับจองพื้นที่เพื่อให้ได้ที่นั่งด้านหน้า แต่ด้วยความเป็นเด็กตัวเล็กจึงถูกเบียดจนไปอยู่ด้านหลัง ดอกบัวที่แม่ให้ถือไว้เพื่อรอถวายพระองค์ท่านจึงไม่ได้ถวาย แต่จู่ๆ มีเสียงหนึ่งพูดว่า เรายังไม่ได้ถวายดอกบัวเลย ซึ่งพอในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ยินทรงพระดำเนินกลับมารับดอกบัวของเรา ตอนนั้นด้วยความที่ยังเป็นเด็กจึงไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไปวันนี้รู้สึกปลาบปลื้มมาก แต่ก็ยังเสียดายที่ในวันนี้ไม่ได้เก็บอะไรไว้เป็นที่ระลึก คงมีเพียงแค่ความประทับใจไว้คอยเล่าให้ลูกหลานฟังถึงน้ำราชหฤทัยของพระองค์ ที่ทรงมีต่อเด็กตัวเล็กๆ เราตายกี่หนเกิดอีกกี่ชาติไม่รู้ว่าจะได้เจอพระมหากษัตริย์อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกหรือไม่” นางพรกมล เสรีสุข เล่าด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุขเมื่อได้ย้อนความทรงจำแสนประทับใจที่มีต่อในหลวงรัชกลายที่ 9
บุศกร ตันติวรถาวร-ภคนน เฉลิมนิรันดร
ขณะที่ว่าที่คู่บ่าวสาว ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูวิวาห์ ใช้ช่วงวันหยุดของตัวเองเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ เพื่อเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตคู่ของทั้งสอง โดยว่าที่เจ้าบ่าว นายภคนน เฉลิมนิรันดร วัย 31 ปี และว่าที่เจ้าสาว นางสาวบุศกร ตันติวรถาวร อายุ 33 ปี อาชีพค้าขาย ช่วยกันเผยความรู้สึกในการเดินทางมาครั้งนี้ว่า รู้สึกตื้นตันใจสำหรับการมาในครั้งนี้ ใจจริงอยากจะพาคุณพ่อคุณแม่มาด้วยแต่ว่าท่านเดินไม่ไหวแล้ว ถึงจะไม่เคยมีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จใกล้ๆ แต่เวลาที่พระองค์ท่านเสด็จออกมหาสมาคมก็จะมาด้วยทุกครั้ง แม้ว่าจะได้เห็นเพียงใกล้ๆ แต่ก็เต็มตื้นในหัวใจทุกครั้ง
“ประทับใจพระองค์ท่านทุกอย่าง เพราะตั้งแต่ตัวเองเกิดมาก็เห็นว่าทรงทำทุกอย่าง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำโดยตรงกับใคร แต่พระองค์ก็ทรงทำเพื่อคนไทยทุกคน สิ่งหนึ่งที่ตัวเองและแฟนน้อมนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้คือความไม่ฟุ่มเฟือย กับสิ่งของต่างๆ ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ซื้อหลักสำคัญเข้าใจว่าต้องมีผ่อนบ้าง อย่างทั้งคู่ประกอบอาชีพค้าขาย รถยนต์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก จึงจำเป็นต้องซื้อ แต่ผมก็เลือกที่ว่าเมื่อผ่อนรถยนต์หมด หากจะซื้ออย่างอื่นต้องเก็บเงินเพื่อซื้อด้วยเงินสด เพื่อลดการเป็นหนี้โดยไม่จำเป็น หรือจะเรียกว่า ดำรงชีพด้วยความพอเพียง ก็ว่าได้” หนุ่มสาวว่าที่คู่บ่าวสาวกล่าวถึงสิ่งที่ตัวเองน้อมนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้เพื่อเป็นรากฐานสำหรับสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งต่อไปในอนาคต
จิรภัคร ภู่ยาโต-เพียรใจ พินิจศักดิ์-ประนอม ส่วนเครือ
ขณะที่ นางจิรภัคร ภู่ยาโต อายุ 67 ปี อาชีพช่างตัดเสื้อ อาศัยอยู่เขตคันนายาว เดินทางมาพร้อมเพื่อนบ้านอาชีพรับจ้างซักรีด ได้แก่ นางเพียรใจ พินิจศักดิ์ อายุ 70 ปี และ นางสาวประนอม ส่วนเครือ อายุ 78 ปี เพื่อถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง โดยนางจิรภัคร เล่าว่า ส่วนตัวมากราบเป็นครั้งที่ 4 ถ้าเทียบกับครั้งที่ผ่านๆ มาวันนี้ใช้เวลารอน้อยที่สุด อย่างเช่นวันสิ้นปี 31 ธ.ค.59 ที่ผ่านมา ใช้เวลารอนานถึง 10 ชั่วโมง เสร็จแล้วมุ่งหน้าไปจับจองพื้นที่สนามหลวงเพื่อสวดมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล
"เคยเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์อย่างใกล้ชิด สมัยที่หลานรับพระราชทานปริญญาบัตร ที่ ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ได้รับจากพระหัตถ์ ระหว่างที่พระองค์ประทับรถยนต์พระที่นั่งผ่าน ระยะห่างแค่มือเอื้อมเท่านั้น แวบแรกที่เห็นรู้สึกตื้นตันใจ ตัวชาวาบแทบจะหยุดหายใจไปเลยทีเดียว สำหรับตัวเองแล้วรักและเทิดทูนพระองค์เหมือนดั่งเทวดาเดินดิน ทรงงานหนักปรากฏเป็นโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ เช่น กังหันชัยพัฒนา ปลูกหญ้าแฝก และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีเยี่ยม จนทำให้ตัวเองมีกินมีใช้จวบจนทุกวันนี้" ช่างตัดเสื้อกล่าว
ทั้งนี้ นางจิรภัคร เผยด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจว่า เมื่อทราบข่าวว่าทางเขตคันนายา มีการเชิญชวนประชาชนร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ส่วนลึกอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อตอบแทนพระองค์บ้าง จึงเข้าร่วมกิจกรรมประดิษฐ์เป็นดอกดารารัตน์ พร้อมกับรับวัสดุอุปกรณ์มาทำยามว่างที่บ้าน ซึ่งประดิษฐ์ได้แล้วกว่า 100 ดอก



