
รายงาน-ปลดล็อกการเมือง!
สถานการณ์การเมืองนับจากนาทีนี้ไป จะได้เห็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายขึ้นทีละน้อย จากการค่อยๆ "ปลดล็อก" ประเด็นเปราะบางไปทีละเปลาะของคนชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
เรียกว่าเป็นการเคลียร์รันเวย์ ก่อนที่จะเหินฟ้าไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 64 ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 20-26 กันยายนนี้
เพราะหากปัญหาการเมืองยังวุ่นไม่เลิกระหว่างที่เขาไม่อยู่เมืองไทย อุบัติเหตุทางการเมืองก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ที่เริ่มเห็นเค้าลางได้ชัดเจนขึ้นแล้วอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นก็คือ...
หนึ่ง...ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จากเดิมที่มีการเปิดเกมกดดันโดยส.ส.และส.ว.เข้าชื่อกันเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภา ขณะที่ภายในรัฐบาลเองก็ต้องหันมาแก้เกมด้วยการเปิดประชุมร่วมสองสภาในวันที่ 16-17 กันยายนนี้
ล่าสุดบรรดาส.ส.และส.ว.ที่ลงชื่อเสนอญัตติ ก็ได้ทยอยถอนชื่อออก จนมีรายชื่อไม่ถึง 1 ใน 5 นั่นคือเหลือเพียงแค่ 121 รายชื่อ ส่งผลให้ญัตตินี้ตกไปโดยปริยายในที่สุด
ซึ่งสาเหตุหลักด้านหนึ่งมาจากเสียงขู่จากกลุ่ม 40 ส.ว. ที่เตรียมยื่น "ถอดถอน" ส.ส.และส.ว.ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะกระทำการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ที่ระบุว่า
"ส.ส. ส.ว.ต้องไม่อยู่ในอาณัติหรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์"
ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นจากประเด็นการเพิ่มวาระการดำรงตำแหน่งของส.ว.จาก 3 ปีเป็น 6 ปี นั้น เป็นการทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนชัดเจน
เมื่อสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการถูกถอดถอน จึงทำให้ส.ส.และส.ว.พากันทยอยถอนตัว จึงเป็นผลดีแก่รัฐบาลในการคุมเกมแก้รัฐธรรมนูญในเวทีประชุมร่วมสองสภา
เพราะถึงนาทีนี้มีแนวโน้มสูงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะจบลงที่การตั้ง "ส.ส.ร.3" ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแรงบีบของพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว
แน่นอนว่าการดึงเกมดังกล่าว เท่ากับ "ปลดล็อก" สถานการณ์ตึงเครียดไปได้เปลาะหนึ่ง ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญกินเวลายาวนานออกไป จนไม่เป็นผลกดดันรัฐบาลในระยะเวลาอันใกล้นี้
สอง...ประเด็นการตั้งผบ.ตร.
หลังจากปล่อยให้เป็นปัญหายืดเยื้อคาราคาซังมานานร่วมเดือน "อภิสิทธิ์" ก็เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สักทีจากการยุติเกมงัดข้อกับสองสหายร่วมพรรค และพรรคภูมิใจไทย
เพราะหลังจากตั้ง "พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์" ขึ้นมารักษาการในตำแหน่งผบ.ตร. จึงทำให้เสียงที่สนับสนุนพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เพิ่มขึ้นเป็น 5 ต่อ 4 ทันที
ฉะนั้นก็เป็นที่คาดหมายว่า "อภิสิทธิ์" จะสามารถปิดบัญชีแต่งตั้งผบ.ตร.ได้ก่อนเดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติแน่นอน
ประเด็นร้อนทางการเมือง จึงมีแนวโน้มลดลงไปอีกเปลาะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการผ่านบัญชีรายชื่อโยกย้ายทั้งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย ก็ยิ่งเห็นชัดเจนว่า "เกมยื่นหมูยื่นแมว" น่าจะจบลงได้
สาม..การปลุกม็อบไล่รัฐบาลโดยกองกำลังเสื้อแดง
แน่นอนว่าการเมืองนอกรัฐบาลที่เข้มข้นและน่าหวั่นเกรงจะเกิดเหตุปั่นป่วนวุ่นวายก็มาจากฝีมือของกองกำลังเสื้อแดง ซึ่งจ้องอาศัยจังหวะที่ประเทศ "ขาดผู้นำตัวจริง" เป็นช่วงของการสร้างสถานการณ์
มติครม.15 กันยายน 2552 จึงให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 18 -22 กันยายน 2552 ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมไม่ให้ฝ่ายเสื้อแดงก่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นได้โดยง่าย
เพราะสายข่าวจากหน่วยความมั่นคงรายงานมาว่า ฝ่ายเสื้อแดงหวังเคลื่อนไหวให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียด จนนำไปสู่การปฏิวัติซ้ำรอย 19 กันยา 49 ให้ได้
การชิงประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง จึงเท่ากับ "ปิดทางปฏิวัติ" ไปโดยปริยาย !!!
ดังนั้น การเร่งคลี่คลายสถานการณ์การเมืองในช่วงที่กำลังร้อนระอุลง ด้วยมาตรการ "ปลดล็อก" ประเด็นร้อนทั้ง 3 ประเด็น จึงนอกจากจะเป็นตัวสร้างความมั่นใจให้แก่ "อภิสิทธิ์" ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยแล้ว
ยังเป็นการคงอำนาจต่อรองในรัฐบาลไว้ได้อีกทางหนึ่ง เพราะมั่นใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคยังไม่มีใครอยาก "ยุบสภา"
เชื่อว่าหลังจากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภายหลังเดินทางกลับจากประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สิ่งที่ "อภิสิทธิ์" จะต้องเร่งดำเนินการคือ "กวาดบ้านตัวเอง" ขนานใหญ่
นั่นหมายถึงวาระ "ปรับครม." จะเกิดขึ้นตามมา
แว่วมาว่า งานนี้ "มีเซอร์ไพรส์" ในตำแหน่งที่ใหญ่ไม่เบาเลยทีเดียว !!!
โต๊ะข่าวการเมือง



