
“วิษณุ”แจงสัดส่วนกก.ปฏิรูปตามรธน.
“วิษณุ”แจงสัดส่วนคกก.ปฏิรูปตร.สัดส่วนเป็นไปตามรธน.เผยนายกฯแนะสูตรแบ่ง 2-3-4 ใน 9 เดือน อ่านงานวิจัย - ร่างกม. - รับฟังความเห็นตร.ยินดีใช้ม.44ช่วยหากจำเป็น
7 ก.ค. 60 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะกรรมการทั้ง 36 คน มีตำรวจมากเกินไป ขอชี้แจงว่า สัดส่วนนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่าในคณะกรรมการจะต้องมีตำรวจครึ่งหนึ่งของผู้ที่ไม่ใช่ตำรวจ อีกทั้งยังกำหนดให้ประธานต้องไม่ใช่ตำรวจ โดยก่อนหน้านี้ นายกฯได้ทาบทามผู้ที่มีชื่อเสียง ทางด้านการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่เนื่องจากติดเงื่อนไขหลายประการ จึงไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งได้ ต่อมานายกฯจึงได้แต่งตั้ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ซึ่งมีความเข้าใจในด้านโครงสร้าง ความมั่นคง การจัดระเบียบองค์กร โดยทำงานลักษณะนี้มาตลอดชีวิต จึงเชื่อว่าจะมีความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาด้านการปฏิรูปตำรวจ
นอกจากนี้ยังมีกรรมการโดยตำแหน่ง 5 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อัยการสูงสุด และเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เมื่อรวมกับตำรวจ 15 คน และไม่ใช่ตำรวจอีก 15 จึงรวมเป็น 36 คน จึงขออย่าได้วิพากษ์วิจารณ์กันไปมาให้เกิดความร้าวฉานว่าเป็นการนำทหารมาปฏิรูปตำรวจ ทั้ง ๆ ที่พล.อ.บุญสร้างเกษียณอายุราชการมา 10 ปีแล้ว
ในคณะกรรมการยังได้คัดสรรผู้ที่มีความเป็นนักวิชาการ ที่เข้าใจในรัฐประศาสนศาสตร์ เช่น อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ฯลฯ ส่วนภาคปฏิบัติ มีเลขาธิการ กพร., อดีตเลขาธิการ กพ. ส่วนพลเรือนหรือทหาร ที่เข้าใจในกิจการตำรวจ มีคนที่เคยเป็นหรือกำลังอยู่ในตำแหน่งนายกสภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อีกทั้งยังมีคนที่เข้าใจโครงสร้างกฎหมาย และอำนาจการสอบสวนทนายความ, อัยการ, ผู้พิพากษา, รองอัยการสูงสุด และตัวแทนสื่อมวลชน ส่วนตำรวจที่มี 15 คน ส่วนใหญ่จะอยู่ในตำแหน่งแค่ 2 - 3 คนเท่านั้น
“คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ จะประชุมนัดแรกในวันพุธที่ 12 ก.ค.โดยที่ประชุมจะกำหนดว่า จะกำหนดการประชุมไว้กี่ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนสถานที่จะหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ตามความสะดวก เช่นครั้งแรก อาจะประชุมที่กองบัญชาการกองทัพไทย ส่วนครั้งต่อมาอาจะประชุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ฯลฯ พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังจะตั้งอนุกรรมการด้านต่าง ๆ เบื้องต้นจะมีอนุกรรมการด้านการรับฟังความคิดเห็นด้วย เนื่องจากคำสั่ง ที่นายกฯลงนาม ได้กำหนดให้มีการเชิญ อดีตอธิบดีกรมตำรวจและอดีต ผบ.ตร. ทุกคนมาให้ให้ความเห็น พร้อมรับฟังความเห็นของข้าราชการตำรวจ ประชาชน สื่อมวลชน”นายวิษณุกล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. หนึ่งในกรรมการปฏิรูปตำรวจ เสนอให้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. และหนึ่งในกรรมการ ให้ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ส่วนผู้ช่วยเลขานุการ จะต้องมีตำรวจและผู้ที่ไม่ใช่ตำรวจ ทั้งนี้ที่ประชุมมอบหมายให้ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นโฆษกคณะกรรมการชุดนี้
นอกจากนี้นายกฯยังได้กำชับให้นำรายงานหรือข้อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการปฏิรูป ที่เคยทำมาในอดีตมาศึกษา ซึ่งที่ผ่านมามีการศึกษาถึงเรื่องนี้อยู่หลายกรณี เช่นของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สตช., กระทรวงยุติธรรม รวมถึงงานวิจัยของนายคณิต ณ นคร อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย, นพ.ประเวศ วะสี นักวิชาการ โดยนำมาสรุป เพื่อเป็นข้อศึกษาของคณะกรรมการ
ในส่วนเนื้อหาสาระในการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดนี้นายกรัฐมนตรีให้แนวทางว่าให้ความสำคัญประเด็นใหญ่ ๆ 3 ประเด็นเป็นโจทย์ ให้กรรมการทั้ง 36 คนนี้ต้องตอบ คือ 1. ประเด็นเกี่ยวกับองค์กร ให้ไปพิจารณาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรสังกัดที่ไหน เช่น อยู่อย่างเดิม หรือกลับไปมหาดไทย หรือไปยุติธรรม หรือขึ้นกับจังหวัด ท้องถิ่น ตั้งเป็นกระทรวง ทบวง ให้ไปคิดในแง่โครงสร้าง
นอกจากนี้โครงสร้างองค์กร ที่มีอยู่อะไรที่ควรกระจายออกไป ไม่ควรกระจุกในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น ตำรวจป่าไม้ ตำรวจรถไฟ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจอื่นๆ ให้ไปดูว่าจะอย่างไร 2. ประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม นั่นคือ พิจารณาเรื่องอำนาจสอบสวน จะคงอย่างเดิม หรือจะแยก หรือจะจัดอย่างไร จะทำงาน ประสานกันอย่างไร ระหว่างตำรวจ มหาดไทย อัยการ ดีเอสไอ จะทำงานเชื่อมหรือจะแยกกันอย่างไร ก็ให้คิดด้วย
3. ประเด็นการบริหารงานบุคคล หมายถึงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย การคัดคนเข้ามาเป็นตำรวจจะใช้หลักสูตรอะไร หลักสูตรโรงเรียนนายร้อยตำรวจเหมาะสม ทันสมัยหรือไม่ การเลื่อน ลด ปลดย้าย วินัย การให้ตำรวจมีเครื่องแบบหรือไม่มีเครื่องแบบ การโอนตำรวจไปอยู่กระทรวงอื่นจะเทียบกันอย่างไร การจัดสรรพกำลังที่จะเสริมการทำงานของตำรวจ จริงหรือไม่ที่ตำรวจจะซื้อปืน จะเติมน้ำมันรถมอร์เตอร์ไซด์แล้วต้องหาเอง ก็เลยเป็นช่องทางไปขอบริจาคประชาชน เกิดการเป็นเจ้าพระเดชนายพระคุณ เรื่องนี้จะแก้ไขอย่างไร แม้แต่เรื่องนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นหน่วยงานเสริมการทำงานของตำรวจจะทำอย่างไรจึงจะทำงานร่วมกันได้กับหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรมไม่เกิดความขัดแย้งกัน
“นายกรัฐมนตรีเสนอแนะแจกให้กรรมการทุกคนเป็นเอกสารเขียนด้วยลายมือนายกฯเอง จำนวน 13 หน้า ซึ่งก็ต้องขอไปถอดรหัสก่อน โดยนายกฯได้อธิบายทั้งหมดในห้องประชุมแล้วซึ่งเป็นไปตามที่ตนได้กล่าวไปข้างต้น ทั้งนี้นายกฯให้โจทย์ไปดูเรื่องระบบการแต่งตั้งโยกย้ายว่าจะใช้ระบบอาวุโสหรืออย่างใหม่อีก จะอาวุโสล้วน ๆ หรืออาวุโสผสมคุณงามความดีความชอบ จะแบ่งสัดส่วนเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่อย่างไร เรื่องนี้ในคำสั่งที่ตั้งกรรมการชุดนี้ว่าต้องนำ ออกมาทำก่อน และต้องให้เสร็จภายในปีนี้ โดยแจ้งด้วยวาจา ว่า เสร็จเร็วยิ่งเป็นการดี เผื่อจะได้ใช้เร็ว ซึ่งนายกฯให้สูตร 2-3-4 ไว้ คือ 2 เดือนแรก ให้คุยกันเรื่องปัญหาทั้งหมด อ่านงานวิจัยเก่า ๆ ให้หมด 3 เดือนถัดไป ยกร่างกฎหมาย กำหนดกฎเกณฑ์ กติกาให้เสร็จ 4 เดือนต่อมา รับฟังความคิดเห็นแล้วย้อนกลับมาแต่งเติมส่วนที่บกพร่อง ทั้งหมดนั้น 9 เดือนพอดี ตามอายุการทำงานของกรรมการ และปล่อยให้คณะกรรมการทำงานโดยอิสระ รัฐบาลจะไม่แทรกแซงก้าวก่าย และในการประชุมวันเดียวกันนี้ถือเป็นการพบนอกรอบ แต่จะเริ่มการประชุมทางการครั้งที่ 1 ในวันที่ 12 ก.ค.”รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรีได้ให้กรรมการจำนวน 5 คนขึ้นแสดงความคิดเห็น คือ พล.อ.บุญสร้าง, นายสมคิด, นายมานิจ, พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายเข็มชัย ชุติวงศ์ รองอัยการสูงสุดได้แสดงทัศนะซึ่งนายกฯเห็นพ้องกับข้อเสนอเหล่านี้และฝากให้ไปหาคำตอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั้งประเทศรอ นายกฯเชื่อมั่นและฝากความหวังไว้ที่คณะกรรมการ สิ่งใดทำเสร็จก่อนนายกฯก็ขอให้เอาออกมาก่อน ถ้าหากจำเป็นจะต้องให้นายกฯใช้มาตรา 44 แก้ไขก่อนนายกฯก็ยินดี ถ้าจะต้องแก้กฎหมายบางประเด็นก็แก้ไป อะไรที่ใช้มาตรการบริหารได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย เช่น คำสั่งนายกรัฐมนตรี กฎก.ตร. ก็ให้ใช้ไปก่อนได้ ซึ่งคณะกรรมการได้รับทราบแล้ว



