ข่าว

 ตังเกมหาชัยตื่นพ.ร.ก.60"นายจ้างประมง–แรงงาน”แห่จัดทำเอกสาร

ตังเกมหาชัยตื่นพ.ร.ก.60"นายจ้างประมง–แรงงาน”แห่จัดทำเอกสาร

06 ก.ค. 2560

ตังเกมหาชัย "ตื่น พรก.60"นายจ้างประมง–แรงงาน”แห่จัดทำเอกสารถูกต้อง

             ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 6 ก.ค.60 นายสมชาย อัครธรรมกุล จัดหางานจังหวัดสมุทรสาคร รายงานสถานการณ์ด้านแรงงานในสังกัดดูแล หลังกรณีมีการประกาศในพระราชกำหนด การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว (พรก.) พ.ศ.2560 ว่า ล่าสุดบรรดานายจ้างบริษัทฯห้างร้าน และแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ ตื่นตัวทยอยออกมาดำเนินการของยื่นแก้ไขเอกสารเพื่อใช้ประกอบการทำงานของแรงงานอย่างถูกต้อง เช่น เปลี่ยนชื่อนายจ้าง เพื่อให้เป็นปัจจุบัน และแจ้งแก้ไขให้เอกสารตรงกับการประกอบอาชีพบุคคลต่างด้าวทำงาน ส่วนกำหนดให้นายจ้าง อาทิ จัดการยื่นขอเปลี่ยนนายจ้างภายใต้กฎหมายแรงงาน ขอเปลี่ยนที่อยู่ หรือแจ้งเปลี่ยนนายจ้างเก่า ที่ไม่ยินยอมให้ลูกน้องเปลี่ยนไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่เป็นระยะๆ โดยมีนายสมชาย อัครธรรมกุล จัดหางานฯสมุทรสาคร ออกคอยสังเกตการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และติดตามปัญหาสถานการณ์แรงงานที่น่าสนใจ 

             “ในส่วนการขอใบอนุญาตทำงาน (มีทั้งแบบผ่อนผันชั่วคราว) แบบระบบ MOU ก็ต้องมีการต่อใบอนุญาตทำงาน ทั้ง passport ที่จะหมดอายุด้วย การแจ้งออกจากการทำงาน และการมาขอโควตาของนายจ้าง ซึ่งจากเดิมก่อนหน้าแต่ละวันไม่เกิน 20 ราย แต่หลังจากประกาศใช้ พ.ร.ก.ฯใหม่ นายจ้างหรือผู้ประกอบการมายื่นขอโควตาคนงานสูงขึ้นเล็กน้อย เฉลี่ย 50 – 60 ราย รวมถึงผู้มาโควตาที่มีอยู่เดิมแล้วแต่ใกล้หมดอายุ มาเพิ่มโควตาไว้ด้วย

             อีกส่วนหนึ่งคือ การขอโควตาใหม่เพื่อการจ้างแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย และให้สอดคล้องไปทางศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวของจังหวัดฯ ซึ่งมีการช่วยบริการ เช่น ให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือแรงงานที่ประสบปัญหาการทำงานในประเทศ และเพื่อป้องกันกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการค้ามนุษย์ ตลอดจนไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น”

             นายสมชาย กล่าวว่า คำสั่งตาม ม.44 ที่มีชะลอการบังคับใช้ 3 มาตราของพระราชกำหนดฯใหม่ ได้แก่ ม.101, ม.102 และ ม.122 เกี่ยวข้องการเอาผิด ทั้งแรงงานและนายจ้าง และบทลงโทษที่มีค่าปรับรุนแรงขึ้น ซึ่งจากการยืดชะลอผ่อนระยะเข้มงวดออกไป 120 วัน เพื่อให้ทุกฝ่ายเร่งไปจัดการเอกสารให้เรียบร้อยและถูกต้องตามกฎหมายทั้งประเทศ

             “สำหรับแรงงานที่ขอเดินทางกลับประเทศ (กลุ่มเมียนมา) จากข้อมูลทาง ส.ตม.สมุทรสาคร (ตม.) พบว่ามีผู้ขอกลับประเทศต้นทางไปโดยระหว่าง 23 – 30มิ.ย.ที่ผ่านมา แจ้งกลับไปแล้วราว 5,000 คน ทั้งนี้คาดว่าจะมีสถิติกลับบ้านเพิ่มขึ้นและต่อเนื่องเพื่อให้ทันเข้ามาในกำหนด 120 วันที่ผ่อนผัน”

              ขณะที่ นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร รายงานสถานการณ์แรงงานต่างด้าว ในฐานะหลังจากที่รัฐบาลมีการประชุมหารือปัญหาล่าสุด ว่า ในประเด็นไม่มีการเปิดให้จดทะเบียนบุคคลต่างด้าว รอบใหม่นั้น ทางภาคประมง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องชาวประมง ซึ่งเป็นอาชีพที่ทำรายได้เข้าประเทศ แต่ได้รับผลกระทบ พรก.ใหม่นี้ อย่างรุนแรงที่สุด เนื่องจากผลกระทบด้านแรงงาน และคนงานใช้ในเรือ ขณะเดียวกันผล พ.ร.ก.ว่าด้วยการบริหารจัดการของคนต่างด้าวทำงานฯ 2560 ที่มีผลใช้มาแล้ว (23 มิ.ย.) ส่งผลทำให้แรงงานลูกเรือตังเกในพื้นที่ หนีกลับประเทศไปก่อนเพื่อไปตั้งหลักและทำเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมายไทยที่บังคับเข้างวดขึ้น

           นายกฯกำจร กล่าวว่า ส่วนด้านเรือประมงพาณิชย์ (ขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป) มีจำนวนมากหลายและหลายลำต้องจำเป็นจอดทิ้งไว้ชั่วคราวอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะไร้แรงงาน ส่วนการช่วยตัวเองนั้นบางลำจ้างงานไม่ไหวเพราะค่าใช้จ่ายสูง จนต้องยกให้ลูกเรือกับเรือเพื่อนลำอื่นไป ส่วนคนประกอบการที่มีปัญหาจำนวนแรงงาน ต้องอาศัยเอาลูกเรือประมงเข้าไปรวมกับเรือประมงลำอื่นๆ ที่รู้จักกันเพื่อประครองอาชีพทำประมงให้กับครอบครัวแก้ขัดก่อนระยะนี้ ซึ่งอาการสาหัสนี้หากถ้ารัฐบาล ไม่เปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนต่างด้าวขึ้นรอบใหม่(เฉพาะกิจการเรือประมง) หรือไม่มีแนวทางใหม่ช่วยเหลือเรื่องขาดแรงงานในเรือให้เป็นแรงงานอย่างถูกกฎหมายเข้าโครงการช่วยเหลือ ทั้งยังมีปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่ลงเรืออีก จึงมั่นใจได้ว่า อีกไม่นานยุดกิจเรือประมงต้องเลิกอาชีพหมดไปในที่สุด”

             นายกำจร ระบุด้วยว่า สิ่งที่ยังเป็นห่วงอีกก็คือไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ในเรื่องบัตรแรงงานต่างด้าวในกลุ่มบัตรสีชมพู จะมีหมดอายุลงไปอีกแล้วและจะทำยังไง และต้องมีแรงกลับไปบ้านอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อทำให้ถูกต้องไปตามนโยบายของประเทศต้น ทางที่ตกลงกับรัฐบาลไทย ทั้งนี้จึงมีผลกระทบและทำเสียหายต่อเศรษฐกิจอีกของกลุ่มชาวเรือประมงในสมุทรสาครที่เรารอเผชิญอีกระยะหนึ่งต่อไป

              ทั้งนี้ส่วนตัวต้องการให้รัฐบาลไทยรีบเร่งเจรจาหารือระหว่างรัฐบาลพม่า กรณีความร่วมมือระหว่างระหว่างปัญหาของประเทศทั้งสองให้ลงตัวฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีผลต่อหวาดกลัวและความเสียหายทางเศรษฐกิจตนเอง และประเทศเพื่อนบ้านด้วยกัน นอกจากนี้ยังผลกระทบของ พรก.การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวฯฉบับใหม่  มีโทษปรับที่ค่อนข้างรุนแรงกับคนไทย อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจพังแบบไม่ต้องอธิบายเป็นผลลับพ์ที่ต้องเกิดขึ้นแน่ในอนาคตอันใกล้ต่อไป

                ด้าน นางอำไพ หาญไกรวิไลย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร และในฐานะ ประธาน กก.บริหาร บริษัทไทยรอแยลฟรอเซนฟู๊ด จำกัด แปรรูปส่งออกอาหารทะเลย กล่าวให้ความคิดเห็นถึงปัญหา พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ มีแน่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจ ด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล ด้านเศรษฐกิจและเรื่องสร้างรายได้ ที่อยู่อันดับ 1 ของจังหวัดจังหวัด ซึ่งไม่มากก็มีผลอย่างแน่นอนทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ที่มีอยู่ในระบบบัญชีในพื้นที่มีหวังทำให้เศรษฐกิจทางด้านต่อเนื่องประมง ต้องซบเซาลงและเสียหายมหาศาล

             “ตนในฐานะที่เข้ามานั่งประธานสภาหอการค้าฯ (คนใหม่) ขอเป็นตัวแทนช่วยเรียกร้องไปยังรัฐบาล ให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและดูแลผู้ประกอบการต่างที่ต้องอาศัยแรงงานเหล่านี้ จะต้องประสบกับภาวะขาดทุนทั้งที่กำไรก็ไม่ค่อยดีเหมือนอดีตด้วยผลกระทบของ พรก.2560 ของรัฐบาลเอง “อย่างไรก็ตามก็ถือว่าได้ยืดอายุหายใจลดความตึงเครียดที่มีได้อีก 120 วัน เพื่อคลายอึดอัดไปอีกระยะหนึ่ง” 

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับปัญหาในส่วนของภาคเกษตร จ.สมุทรสาคร ว่าล่าสุดทางเหล่าสมาชิก "สหกรณ์ผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทย จำกัด" อ.กระทุ่มแบน นำโดย นายมิตร ปานเจริญ ประธานคณะกรรมการ สหกรณ์ผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทย จ.สมุทรสาคร พร้อมด้วยนายยงยุทธ ศรีจินดา (ที่ปรึกษาสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ ต.หนองนกไข่) อ.กระทุ่มแบน นำสมาชิกเดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนความเดือดร้อนกรณีผลกระทบขาดแคลนแรงงานจาก“พรก.ฉบับดังกล่าว” กับทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ผ่านต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย) และสำนักนายกรับมนตรี (โดยผ่าน จิรชัย มูลทองโร่ย) เพื่อให้ครม.หาช่องทางช่วยเหลือด้านสนับสนุนแรงงานขาดให้นำเข้าภาพผลิตต่อไป

              นายยงยุทธ ศรีจินดา กล่าวว่า ในฐานะเจ้าของสถานประกอบการสวนกล้วยไม้ย่าน ต.หนองนกไข่ โดยขณะนี้หน่วยงานที่ระบุข้างต้น ได้หนังสือเรียกร้องไปครบถ้วนแล้วและข้อเรียกร้องเรื่องแก้ปัญหาดังกล่าวให้ผู้เดือดร้อนก็ได้แนบเข้าไปอยู่ในสภาฯ เป็นที่เรียบร้อย (เมื่อ 5 ก.ค.60) ซึ่งตนก็พึ่งจะกลับมาสำนักนายกฯ อย่างไรก็ตามทางสมาชิกผู้ฐานะในเครือกลุ่มผู้ประกอบการและสวนกล้วยไม้ไทย เรากำลังขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอยู่ไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ในภาคผลิตสวนกล้วยไม้