ข่าว

มติเอกฉันท์สภาทนายถอด “พิสิษฐ์” จากทะเบียนทนายความ

มติเอกฉันท์สภาทนายถอด “พิสิษฐ์” จากทะเบียนทนายความ

06 ก.ค. 2560

สภาทนายความมีมติเอกฉันท์ถอด “ทนายพิสิษฐ์” คดีน้องบีมออกจากทะเบียนทนายความ ขาดคุณสมบัติเป็นบุคคลล้มละลาย เผยเพื่อนติดต่อเจ้าตัวขอชี้แจง แต่ไม่ระบุวันเวลา  

     วันนี้ (6ก.ค.60) ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เขตบางเขน สำนักโฆษกสภาทนายความ ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริการสภาทนายความ เป็นวาระพิเศษเพื่อพิจารณากรณีคุณสมบัติของทนายความ คือนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อายุ 59 ปี ซึ่งนางพรทิพย์ จันทรัตน์ มารดา ของ ด.ญ.ภัทรดา เเก้วผ่อง หรือน้องบีม กล่าวหาว่าโกงเงินเยียวยาจากอุบัติรถยนต์จำนวน 5 ล้านบาท โดยที่ประชุมใช้เวลาประชุม 1 ชม. จึงเสร็จสิ้น

     จากนั้น นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย,นายพัฒนา จาติเกตุ อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ, ว่าที่พันตรีสมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกฝ่ายบริหาร, นายพัสไนย ไชยแขวง อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ/กรรมการประชาสัมพันธ์ ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุม

     ว่าที่พันตรีสมบัติ กล่าวว่า ในที่ประชุมมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง จากการตรวจสอบราชกิจจานุเบกษา ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้นายพิสิษฐ์ เป็นบุคคลล้มละลาย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสภานายความ พ.ศ.2528 มาตรา 43 เมื่อความปรากฎแก่คณะกรรมการบริการสภาทนายความว่าทนายความคนใดที่ขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความ ให้คณะกรรมการสภาทนายความจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความ

     “ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติของนายพิสิษฐ์ ถือว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 (7) เพราะต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย คณะกรรมการจึงมีมติโดยเสียงข้างมาก เห็นชอบให้จำหน่ายชื่อนายพิสิษฐ์ ออกจากทะเบียนทนายความ และจะปรากฎในประวัติทะเบียนทนายความว่าเป็นมติของคณะกรรมการให้จำหน่ายชื่อเนื่องจากเป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด โดยให้มีผลหลังจากที่คณะกรรมการได้ลงมติแล้ว จะนำมติแจ้งไปที่นายทะเบียนทนายความ และทำหนังสือแจ้งถึงนายพิสิษฐ์ เมื่อแจ้งหนังสือคำสั่งไปแล้วก็ถือว่าหมดสิทธิ์การเป็นทนายความต่อไป หลังจากนี้หากแสดงตนเป็นทนายความก็จะมีโทษตามพระราชบัญญติทนายความ”ว่าที่พันตรีสมบัติ กล่าว

    ว่าที่พันตรีสมบัติ กล่าวอีกว่า แม้วันนี้จะจำหน่ายชื่อนายพิสิษฐ์ ออกจากทะเบียนทนายความ แต่การกระทำใดที่นายพิสิษฐ์ ทำไม่ถูกต้องก็ยังคงดำเนินการสอบสวนต่อ ส่วนกรณีจะกลับมาเป็นทนายความได้อีกหรือไม่ เมื่อเขามีคุณสมบัติครบถ้วนก็อาจจะมายื่นคำร้องขอใบอนุญาตได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นคณะกรรมการก็ต้องพิจารณาคุณสมบัติตามมาตรา 35 ว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายให้จดทะเบียนเป็นทนายความได้อีกหรือไม่

     ว่าที่พันตรีสมบัติ กล่าวด้วยว่า สำหรับการพิจารณาคดีมรรยาททนายความ ฉ้อโกงลูกความ ก็จะมีการสอบสวนลงโทษที่มีอยู่ 3 ระดับ คือ ภาคทัณฑ์,ห้ามทำการเป็นทนายความ มีกำหนดไม่เกิน 3 ปี,และลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามเมื่อ 2-3 วันก่อน เพื่อนของนายพิสิษฐ์ ได้ติดต่อขอเข้ามาที่สภาทนายความ เพื่อมาชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนวันและเวลาเมื่อใด จะแจ้งให้สื่อมวลชนทราบอีกครั้ง