
กนง.ปรับ‘ส่งออก’โต5% อานิสงส์กำลังซื้อโลกพุ่ง
กนง.ปรับ‘ส่งออก’โต5% อานิสงส์กำลังซื้อโลกพุ่ง
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เมื่อวันที่ 5ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 5 ในรอบปี 2560 มีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ซึ่งถือเป็นการคงดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องครั้งที่ 17
ในการประชุมครั้งนี้ ยังเป็นรอบที่ทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยด้วย โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็น 3.5% จากเดิม 3.4% สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ขยายตัวเกินคาด ทำให้ที่ประชุมปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้เป็น 5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.2%
นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะเลขานุการกนง. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนต่อเนื่อง จากการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยังไม่กระจายตัวเท่าที่ควร
ส่วนสาเหตุที่ ธปท. ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกไทยเป็นเติบโต 5% เนื่องจากการส่งออกสินค้าขยายตัวดีขึ้นในหลายหมวดสินค้าและในหลายตลาด สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง
“การส่งออกที่ดีขึ้น มาจากอุปสงค์เป็นหลัก จะเห็นว่าเวลาที่การส่งออกของโลกดี การส่งออกของไทยก็ดีขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยนี้สำคัญกว่าเรื่องค่าเงิน เพราะถ้ามองย้อนไปช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอ่อนลง แต่การส่งออกของไทยยังคงหดตัว สะท้อนชัดเจนว่าการส่งออกขึ้นกับเรื่อของความต้องการมากกว่า”
นายจาตุรงค์ กล่าวว่า สาเหตุที่ กนง. ปรับเพิ่มส่งออกขึ้นค่อนข้างมาก แต่ขยับคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจไทยเพิ่มเพียงเล็กน้อย เนื่องจาก กนง. ได้เพิ่มคาดการณ์การส่งออกขึ้นด้วย โดยเพิ่มเป็น 10.9% จากเดิม 7.2% เป็นผลจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อมาผลิตและส่งออกต่ออีกที
นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากการลงทุนในภาคการผลิตเพื่อส่งออกเป็นสำคัญ ทำให้ กนง. ลดคาดการณ์เติบโตการลงทุนภาคเอกชนลงเหลือ 1.7% จากเดิม 2.4%
สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ แม้การลงทุนในบางโครงการอาจล่าช้ากว่าที่คาดไปบ้าง โดย กนง. ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตการลงทุนภาครัฐเหลือ 7.7% จากเดิม 11.8%
ส่วนคำถามที่ว่าระบบการเงินไทยมีสภาพคล่องเหลือมาก ในขณะที่ดอกเบี้ยต่ำ แต่การลงทุนยังไม่เกิด สินเชื่อขยายตัวได้ต่ำ สะท้อนภาพว่าเศรษฐกิจไทยติดกับดักสภาพคล่องหรือไม่นั้น นายจาตุรงค์ ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยไม่อยู่ในภาวะเช่นนั้น เพราะถ้าดูการเติบโตของเศรษฐกิจก็ยังขยายตัวได้ และ ธปท. ก็ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาแล้ว 2 ครั้ง
“การลงทุนที่โตต่ำไม่ได้เกิดเฉพาะไทยประเทศเดียว หลายประเทศก็เผชิญเหมือนกัน เพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ โดยเศรษฐกิจเราเริ่มโยกจากภาคอุตสาหกรรมมาสู่ภาคบริการ ซึ่งการลงทุนไม่ได้สูงเหมือนการก่อสร้างโรงงาน และการลงทุนใหม่ๆ เป็นลักษณะ intangible (จับต้องได้) เช่น การลงทุนเรื่องทรัพยากรบุคคล หรือเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเราเห็นการลงทุนลักษณะนี้มากขึ้น”
นายจาตุรงค์ กล่าวว่า ในส่วนเงินเฟ้อทั่วไป กนง. ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวในปีนี้ลงเหลือ 0.8% ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายที่ 1% เป็นปีที่ 3 จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะจากราคาอาหารสดที่ปรับลดลงตามผลผลิตผักและผลไม้ที่สูงขึ้น ตามสภาวะอากาศที่เอื้ออำนวยและผลของฐานสูงจากภาวะภัยแล้งในปีก่อน รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ระดับต่ำ
อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อทั่วไป มีโอกาสปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังอย่างช้าๆ และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในไตรมาสสุดท้ายของปี ตามปัจจัยด้านอุปทานและการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่ากลางของกรอบเป้าหมาย
ส่วนมติที่ประชุม กนง. ซึ่งเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% เนื่องจาก กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนต่อเนื่อง จากการส่งออกที่ขยายตัวมากขึ้นในหลายกลุ่มสินค้าและตลาดส่งออก อีกทั้งการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้เร็ว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้เกษตรกรที่ปรับดีขึ้น
นายจาตุรงค์ ย้ำด้วยว่าหากมองไปข้างหน้า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากปัจจัยด้านต่างประเทศ ขณะที่การขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศอาจยังไม่กระจายตัวเท่าที่ควร กนง. จึงเห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ



