
ศาลระงับขายข้าวเน่า จ่อฟ้องกลับเอกชน
ศาลระงับขายข้าวเน่า จ่อฟ้องกลับเอกชน
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.)เปิดเผยถึงกรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ระงับการประกวดราคา และการทำสัญญากับผู้ชนะการประมูลข้าวเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภค หลังจากที่บริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด ได้ยื่นฟ้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา กรมได้ทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองแล้ว ได้ยืนยันว่าการออกคำสั่งให้บริษัทดังกล่าวเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเสนอซื้อ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะการประมูลมีการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขไว้ชัดเจน และการประมูลก็ทำถูกต้องตามกฎระเบียบ
“กรมเปิดประมูลมาแล้ว 27 ครั้ง รวมครั้งที่ 26 ที่บริษัทนี้ได้เข้าร่วมเสนอซื้อด้วยก็ไม่เคยมีปัญหาข้อร้องเรียนหรือโต้แย้งใดๆ ส่วนกรณีที่บริษัทยื่นฟ้องต่อศาล ก่อนที่กระบวนการอุทธรณ์ทางปกครองจะเสร็จสิ้น ถือเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายกำหนด และกรณีที่บริษัทชี้แจงต่อศาลถึงการไม่ได้รับข้าว ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงยากแก่การเยียวยานั้น กรมได้ตั้งข้อสังเกตว่าเอกชนรายนี้ ทำธุรกิจเป็นผู้ผลิตเอทานอล ไม่จำเป็นต้องใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก สามารถใช้มันสำปะหลัง หรืออย่างอื่นได้ ดังนั้นความเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นประเด็นของกำไรที่สูญเสีย”
นอกจากนี้ กรณีที่บริษัทเกิดความเสียหาย ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ของบริษัท อาจจะมาก น้อย หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่ถ้ามีความเสียหาย สามารถเรียกร้องค่าเสียหายต่อรัฐเพื่อขอรับการเยียวยาได้ ในทางกลับกัน การที่ศาลปกครองกลางระงับการทำสัญญาซื้อขายข้าวกลุ่ม 2 กับผู้ชนะประมูล 16 ราย ปริมาณกว่า 2.07 ล้านตัน และระงับการประมูลขายข้าวกลุ่ม 3 รอบ 2 กว่า 5.3 แสนตัน ทำให้เกิดผลกระทบมากกว่า โดยรัฐต้องเสียค่าเก็บรักษาเดือนละ 163 ล้านบาท และเสียรายได้ที่ได้จากการขาย 11,376 ล้านบาท กระทบต่อเป้าหมายการระบายข้าวให้เสร็จภายใน 3 ปีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกทั้งยังกระทบต่อสิทธิของผู้ชนะประมูล กระทบต่อตลาดข้าว ที่ไม่สามารถคำนวณความเสียหายเป็นตัวเงินได้
นางดวงพร กล่าวอีกว่าการระงับต่อคำสั่งซึ่งรัฐไม่สามารถเยียวยาได้ ดังนั้นผลกระทบมีกว้างมาก ซึ่งปัญญาใหญ่ คือ เมื่อรัฐไม่สามารถระบายข้าวได้ตามแผนงาน ก็จะกระทบต่อกลไกตลาด ประกอบกับข้าวนาปีจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในเดือน ก.ย.นี้ ดังนั้นสิ่งสำคัญซึ่งเกิดจากผลกระทบของการชะลอขายข้าว ทำให้ตลาดมีความกังวล เพราะไม่สามารถทราบถึงเวลาที่มีผลระงับได้ จึงเป็นความกังวลที่อันตรายที่สุดของตลาดข้าว ดังนั้นจะข้าวคุณภาพดีหรือไม่ดี ก็ต้องเร่งระบายเพื่อคลายความกังวลของตลาด
นอกจากนี้ ในประเด็นที่ศาลปกครองเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องระบายข้าวเสื่อมสภาพเหมือนข้าวคุณภาพดี กรมได้ยืนยันว่า ข้าวเสื่อมนับเป็นข้าวส่วนเกินที่กดทับตลาด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ มีภาระค่าใช้จ่าย และกระทบต่อตลาดข้าว เพราะทำให้เกิดความกังวลต่อตลาดว่ารัฐมีข้าวเสื่อม และไม่รู้ว่าจะระบายออกมาเมื่อใด ทั้งๆ ที่ความกังวลนี้ได้หมดไปก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้ได้กลับมามีความกังวลเกิดขึ้นอีก
อย่างไรก็ดี กรมหวังว่าการยื่นอุทธรณ์จะทำให้ศาล เห็นถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และถ้ามีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ก็จะหยุดความเสียหายได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีผลกระทบยาว ทั้งผลกระทบต่อรัฐที่ต้องรับภาระค่าเก็บรักษาและรายได้ที่จะเข้ามา ผลกระทบต่อนโยบายของ คสช. และรัฐบาล ที่การระบายข้าวไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และกระทบต่อตลาดข้าวที่จะมีความกังวลขึ้น ตลอดจนกระทบต่อข้าวฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาด
“ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับผู้ชนะการประมูล เพราะเราก็จำเป็นต้องดำเนินการตรงหน้าให้แล้วเสร็จก่อน แต่กรณีที่เกิดขึ้น ผลกระทบมีกว้าง มีภาระอีกหลายขั้นตอน ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเสียหายของเรา แต่เป็นความเสียหายของประเทศ เราได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ส่วนกรณีที่ผู้ชนะประมูลรายอื่นได้รับความเสียหาย และอาจจะดำเนินการฟ้องร้องนั้น สามารถทำได้ ส่วนนี้ทำให้กรมอยู่ระหว่างการศึกษาข้อกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะหากจบประเด็นของการยกเลิกคำสั่งระงับของศาลปกครอง ในฐานะภาครัฐที่เสียหายก็จะต้องดำเนินการตามข้อกฎหมายทั้งสิ้น”
นางดวงพร กล่าวถึงสถานการณ์ส่งออกข้าวว่า ขณะนี้ตลาดต่างประเทศได้ติดต่อเพื่อขอซื้อข้าวไทยเข้ามาต่อเนื่อง ประเมินเบื้องต้นมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เป็น คำสั่งซื้อจากบังคลาเทศ ต้องการซื้อข้าวนึ่งประมาณ 2 แสนตัน ได้ส่งคณะผู้แทนเดินทางมาเจรจากับกรมแล้ว เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นสัปดาห์หน้า ศรีลังกาก็จะส่งทีมมาเจรจากับกรม โดยต้องการซื้อข้าวนึ่ง 2 แสนตัน เพราะผลผลิตในประเทศเสียหายทั้งจากภัยแล้งและน้ำท่วม ประเมินว่าจะมีความต้องการนำเข้าข้าวไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน
“ข้าวที่จะขายให้กับบังคลาเทศและศรีลังกาเป็นข้าวนึ่ง ซึ่งต้องใช้ข้าวใหม่มาทำ โดยนำข้าวเปลือกมาอบ นึ่งและสี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อราคาข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2560/61 ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. เพราะคุยกันเดือน ก.ค. กว่าจะตกลงกันได้ กว่าจะเซ็นสัญญา ก็พอดีกับข้าวใหม่ออก เป็นการมีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวใหม่พอดี ช่วยให้เกษตรกรมีตลาดรองรับ และเป็นผลดีต่อราคาข้าวในตลาด”
นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ ยังเตรียมประกาศทีโออาร์เปิดประมูลคำสั่งซื้อข้าวเป็นการทั่วไป จะมีความชัดเจนว่าจะเปิดประมูลเท่าไหร่วันนี้(6 ก.ค.) จากนั้นจะเปิดให้ยื่นประมูลในวันที่ 25 ก.ค.นี้ มั่นใจว่าเอกชนไทยน่าจะประมูลขายให้กับฟิลิปปินส์ได้ ปีนี้ยังมีตลาดอิรักที่มีความสนใจจะเข้ามาเจรจาซื้อขายข้าวกับรัฐบาล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ซื้อจากเอกชนไปแล้ว
สำหรับแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะยังคงส่งออกได้ต่อเนื่อง แต่อาจจะมีปัญหาแรงงานขนข้าว ที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวเริ่มคลี่คลายลง หลังรัฐบาลได้ใช้มาตรา 44 ชะลอการบังคับใช้กฎหมายออกไปอีก 180 วัน



