ข่าว

"ชาญชัย"ยื่นศาลอาญาฯฟ้อง“ จนท.ทอท.- คิงเพาเวอร์"

"ชาญชัย"ยื่นศาลอาญาฯฟ้อง“ จนท.ทอท.- คิงเพาเวอร์"

05 ก.ค. 2560

"ชาญชัย"หaอบหลักฐาน-บัญชีพยาน เสนอศาลอาญาทุจริตฯกลาง ยื่นฟ้องกราวรูด “ จนท.ทอท.- คิงเพาเวอร์ 18 ราย " ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อนุมัติสัญญาเอื้อประโยชน์เอกชน

 

          5 ก.ค. 60 - นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เดินทางมา ยื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานไทย (ทอท.) จำกัด รวม 14 คน , เอกชนกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ 3 บริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจ เป็นจำเลยที่ 1-18 ในความผิดฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, เป็นกรรมการหรือผู้บริหารไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบฯ จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายฯ และเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทกระทำการหรือไม่กระทำการ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้กรณีร่วมกระทำผิดกฎหมายและข้อสัญญาที่ก่อหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนได้รับผลประโยชน์เกินกว่าที่สัญญาระบุไว้

          ทั้งนี้ศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบความคดีหมายเลขดำ อท.352/2560 และนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ขณะที่ฝ่ายโจทก์ ได้ระบุบัญชีพยานโจทก์ที่จะนำมาให้ศาลไต่สวนทั้งหมด 83 คน โดยมีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นพยานอันดับที่  2 ด้วย

          โดยนายชาญชัย รองประธานคณะอนุ กมธ.ด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริตฯ สปท.  กล่าวว่า ตนมายื่นฟ้อง 1 ใน 5 ประเด็นที่เคยได้แถลงข่าวไป เป็นประเด็นเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ โดยฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐรวม 14 คน เอกชนกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ 3 บริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจรวมทั้งหมด 18 คน ซึ่งผู้ถูกฟ้องมีแม่ทัพอากาศคนปัจจุบันรวมอยู่ด้วย โดยขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการทหารอากาศ อยู่ในคณะกรรมการที่ไปอนุมัติ ซึ่งตามที่สัญญาเขียนให้ ทอท.กับ คิงเพาเวอร์ เก็บรายได้เข้ารัฐ 15% จากยอดการขายสินค้าหรือบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่คณะกรรมการอนุมัติให้เก็บเพียง 3 % ซึ่งไม่มีอำนาจทำ และก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐ มูลค่า 14,290,660,119 บาท จึงฟ้องขอให้ศาลพิจารณาลงโทษตามกฎหมาย และสั่งริบเงินจำนวนดังกล่าวเข้าแผ่นดินทั้งหมด กรณีนี้ถือว่าเป็นความเสียหายต่อรัฐรุนแรงมาก ซึ่งความผิดตั้งแต่สัญญาที่เกิดขึ้น จนถึงวันนี้ไม่มีการบอกล้างสัญญาและแก้ไขสัญญาเลยความผิดของสัญญากระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย ถ้าใครเข้ามาซื้อหุ้นวันนี้เกิดมีเรื่องแล้วหุ้นตก ผลประโยชน์ที่เสียหายไปผู้ซื้อหุ้นตอนหลังจะรับกรรมไปด้วย

          นายชาญชัย กล่าวอีกว่า ส่วน 4 ประเด็นที่เหลือ เช่น กรณีการซื้อของออกต่างประเทศของคิงเพาเวอร์ ซึ่งได้ตรวจสอบกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่าใน 3 เดือน มีความเสียหายทางภาษีอีก 11 ล้านบาทโดยกรณีที่เกี่ยวกับสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมายเหล่านี้จะว่ากันอีกที โดยขอเวลาอีกสัก 2 เดือนกว่าจะทำเสร็จแต่ละคดี ยอมรับว่าวันนี้ทำหน้าที่เหมือนเป็นทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอัยการ ถ้าศาลเปิดช่องให้เราทำหน้าที่ตรงนี้ได้ จะเป็นมิติใหม่ของการปราบปรามการทุจริต เรียกเงินที่เอกชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้เกิดความเสียหายกลับเข้าแผ่นดินให้ได้ และเอกชนที่ร่วมกระทำผิดต้องถูกดำเนินคดีด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับศาลที่จะใช้ดุลพินิจในการพิจารณา 

          เมื่อถามถึงกรณีที่จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มาเป็นพยานด้วย 

          นายชาญชัย กล่าวว่า เป็นไปตามที่ได้หารือกับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสปท. หลังจากที่ฟ้องเสร็จจะไปสรุปให้นายกฯ ทราบ เพราะท่านตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้จะปลดใคร ผิดกฎหมายอะไร ความเสียหายเท่าไหร่ ฟ้องหรือยัง ตนทำครบแล้ว จะส่งให้นายกฯ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ถ้าท่านไม่ทำก็เป็นภาระที่ท่านต้องรับผิดชอบ

          “เราฟ้องเขาไม่ใช่เรื่องสนุก เขามีสิทธิที่จะฟ้องกลับ แต่นี่เราตรวจสอบความถูกต้องหมดแล้ว พร้อมที่จะให้เขาฟ้องกลับ แล้วคุณก็ต้องรับกรรมสิ่งที่คุณฟ้องกลับด้วยว่าคุณมาฟ้องเท็จกับพวกผม เราทำโดยพื้นฐานไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว อันนี้เป็นเรื่องส่วนรวมของประเทศชาติ ฉะนั้นถึงบอกว่าทั้งหมดคดีที่จะเดินต่อไปนี้ให้ยึดทรัพย์เข้าแผ่นดินทั้งหมด” นายชาญชัย รองประธานคณะอนุ กมธ.ด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริตฯ สปท. ระบุ 

          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนที่นายชาญชัย จะยื่นคำฟ้อง ปรากฏว่า นายสาวิทย์ แก้วหวาน และนายอมร อมรรัตนานนท์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พร้อมด้วยกลุ่มมวลชน 20 กว่าคน ได้นำดอกไม้ มามอบให้กำลังใจนายชาญชัย รองประธานคณะอนุ กมธ.ด้านกลไกในการปราบปรามการทุจริตฯ สปท. ด้วย