ข่าว

ลุ้นตัดสินคดีทุจริตข้าวจีทูจี"บุญทรง"บอกสู้เต็มที่แล้ว

ลุ้นตัดสินคดีทุจริตข้าวจีทูจี"บุญทรง"บอกสู้เต็มที่แล้ว

05 ก.ค. 2560

ศาลฎีกานักการเมือง นัดชี้ชะตา“บุญทรง”อดีต รมว.พาณิชย์–อดีตนักการเมือง-เอกชน รวม 28 ราย 25 ส.ค.นี้ หลังไต่สวนพยานชุดสุดท้ายเสร็จ 3 ปาก เจ้าตัว บอก มั่นใจเสนอหลัก

       5 ก.ค.60  นายธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน คดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี และองค์คณะรวม 9 คน ได้ไต่สวนพยานจำเลย นัดสุดท้ายคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว , นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว และอดีตนักการเมือง 3 คน , ข้าราชการการเมือง 3 คน และนิติบุคคลกับกรรมการผู้มีอำนาจในนิติบุคคล รวม 28 ราย เป็นจำเลย ที่ 1-28 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10,12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ  , ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ 123/1

          จากกรณีระหว่างวันที่ 8 ก.ย.54 – 22 ก.พ.56 ได้ดำเนินการระบายข้าวแบบจีทูจีโดยมิชอบทำให้รัฐเสียหาย โดยอัยการสูงสุด โจทก์ ยังขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้งหมด เป็นเงิน 35,274,611,007 บาทด้วยที่คิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 50,000 ตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ และขอให้จำเลยที่ 7-15 และ 17-28 ซึ่งเป็นเอกชนและนิติบุคคล ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทางแพ่ง ให้กับกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท รวมดอกเบี้ยจากการทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐด้วย

         ขณะที่ระหว่างพิจารณาคดี พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือหมอโด่ง อดีตผู้ช่วยเลขานุการ และอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และนายสุธี  เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 ไม่ศาลตามนัดมีพฤติการณ์หลบหนีคดี ศาลจึงให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสองไว้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.58 ขณะนี้จึงมีการดำเนินกระบวนพิจารณากับจำเลย 26 ราย

         โดยวันนี้นายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ และจำเลยร่วมอีก 24 คนมาศาล ขณะที่นายนิมล หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15 มีอาการป่วย ศาลจึงอนุญาตให้พิจารณาลับหลังได้ในวันนี้

        ต่อมาทนายของนายบุญทรง จำเลยที่ 2 ได้นำ นายซู จ้าวหมิง ทนายความบริษัทเอกชนในประเทศจีน ซึ่งได้รับว่าจ้างให้ตรวจสอบสัญญาการซื้อขายข้าวของบริษัท กวางตุ้ง จำกัด (Guangdong stationery & sporting goods imp.& exp. Corp.) และบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง ขึ้นเบิกความเป็นพยานสรุปว่า หากรัฐบาลกลางจีนจะทำสัญญาซื้อขายระหว่างรัฐกับรัฐจะต้องทำในนามรัฐบาลกลางของจีน และถ้ารัฐบาลท้องถิ่นจีนเป็นผู้เจรจาเองก็ต้องทำในนามของรัฐบาลท้องถิ่น

          แต่เมื่อปี 2546 หลังจากจีนปฏิรูปประเทศออกกฎหมายและออกกฎระเบียบชั่วคราวการนำเข้าสินค้าเพื่อการเกษตรฯ ถือเป็นการทำลายกำแพงกั้นผูกขาดและการควบคุมการซื้อขายทั้งหมด ทำให้ทุกบริษัทมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการขอโควต้าจากรัฐบาลกลางจีนเพื่อซื้อขายสินค้าจากต่างประเทศ โดยสามารถเดินทางมาเซ็นสัญญาซื้อขายได้ด้วยตัวเอง ขณะที่รัฐบาลกลางจีนก็ยังมอบอำนาจให้ผู้แทนหรือรัฐบาลท้องถิ่นจีน หรือบริษัทรัฐวิสาหกิจเป็นผู้เจรจาซื้อขายแทน ดังนั้น การที่บริษัทกวางตุ้งฯ และบริษัทไห่หนานฯ ซึ่งเป็นบริษัทท้องถิ่นจีนจะเลือกเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทยเองก็ได้ ขอแค่กลับไปรายงานกับรัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้น เพราะรัฐบาลท้องถิ่นได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางของจีนเรียบร้อยแล้ว

            นายซู จ้าวหมิง กล่าวอีกว่า ส่วนที่บริษัทกวางตุ้งฯ และบริษัทไห่หนานฯ ได้รับโควต้าจากรัฐบาลกลางจีนในการซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทยก่อนเซ็นสัญญาหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ เพราะได้รับมอบหมายจากนายบุญทรงให้ตรวจสอบเฉพาะข้อกฎหมายว่าบริษัท 2 แห่งนี้สามารถทำสัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลต่างประเทศได้หรือไม่เท่านั้น แต่หากรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทใดเจรจาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลต่างประเทศ โดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากดำเนินธุรกิจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท กระทรวงพาณิชย์จีนจะเรียกบริษัทไปจดทะเบียนเพิ่มเติม หรือจดทะเบียนย้อนหลัง ส่วนที่บริษัทกวางตุ้งฯ ซึ่งมีทุนจดทะเบียนเพียง 12.4 ล้านหยวน แต่เซ็นสัญญาซื้อขายที่มูลค่า 1 พันล้านหยวนก็สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลกลางจีนมีนโยบายเปิดประตูเศรษฐกิจโลก ซึ่งบริษัทกวางตุ้งฯ สามารถกู้ยืมเงินหรือขอให้บริษัทในเครือรับรองได้ และหากไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้บริษัทต้องรับผิดชอบ โดยไม่สามารถตอบได้ว่าถ้าบริษัทไม่สามารถชดใช้ได้ รัฐบาลกลางจีนจะร่วมชดใช้แทนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าบริษัท 2 แห่งนี้เซ็นสัญญาซื้อขายข้าวในนามของรัฐบาลกลางจีนหรือไม่

           หลังจากพยานปากนี้บิกความเสร็จ ทนายจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายเอกชน ได้นำพยานที่เป็นผู้ลงนามรับข้าวจากโรงสีเอกชน ไต่สวนอีก 2 ปาก โดยพยานทั้งสอง ระบุว่า ได้รับการว่าจ้างเป็นผู้เดินทางนำใบมอบอำนาจไปลงนามรับข้าวขาวจากโรงสีเอกชน แต่ไม่ได้เป็นผู้ขนข้าว จึงไม่ทราบว่าจะมีการขนข้าวไปเก็บรักษาไว้ที่ใด เพราะผู้ว่าจ้างจะจัดหารถไปขนเอง
ภายหลังศาลไต่สวนพยานจำเลย 3 ปากสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยไม่ติดใจไต่สวนพยานอื่นอีก ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 ส.ค. เวลา 9.00 น.

           ส่วนนายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 2 กับจำเลย ที่ 4 -5 ขอศาลแถลงปิดคดีด้วยวาจานั้น ศาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็น แต่จะให้ส่งคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะทำได้ละเอียดกว่า ศาลจึงให้คู่ความทุกฝ่ายยื่นคำแถลงปิดคดีส่งต่อศาลภายในวันที่ 15 ส.ค.นี้ หากไม่ส่งตามกำหนดถือว่าไม่ติดใจ ทั้งนี้นายธนฤกษ์ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ยังกำชับกับทนายความจำเลยที่ 15 ด้วยว่าในวันฟังคำพิพากษาขอให้จำเลยมาศาลตามนัด เช่นเดียวกับจำเลยอื่นทุกคนด้วย

         ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวน นายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์  กล่าวว่า มีความมั่นใจพยานหลักฐาน เราทำเต็มที่ต่อสู้ในทุกประเด็น อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าศาลได้ดูและได้ฟังพยานหลักฐานที่ฝ่ายเรานำเข้าไต่สวนครบทุกประเด็น คงจะได้รับความเป็นธรรม ส่วนการบังคับคดีอายัดทรัพย์ในทางแพ่งก็เป็นกระบวนการที่เราอยู่ระหว่างยื่นฟ้องศาลปกครอง

          ต่อข้อถามว่ามีความกังวลหรือไม่เพราะศาลฎีกาฯนักการเมืองในคดีนี้นัดฟังคำพิพากษาทั้งที่คดีหลักจำนำข้าวที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตกเป็นจำเลยยังไต่สวนไม่เสร็จและยังไม่ได้นัดฟังคำพิพากษา  นายบุญทรง กล่าวว่า ตนไม่ขอก้าวล่วงการพิจารณาของศาล แต่ในส่วนคดีของเราก็เป็นไปตามที่ศาลฎีกาฯได้สั่งไว้ ทั้งไม่มีอะไรต้องเตรียมใจ ผลออกมาเป็นอย่างไรก็เป็นตามนั้น

         ส่วนที่จะกลับสู่การเมืองหรือไม่ นายบุญทรง กล่าวพร้อมยิ้มแย้มว่า ขอให้คดีจบก่อน ดีกว่า และส่วนที่มีการบังคับคดีทางแพ่งในการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ค่าเสียหายนั้น นายบุญทรง กล่าวว่า ก็ได้ยื่นเป็นคดีต่อศาลปกครองแล้ว ก็รอส่งเอกสารเพิ่มเติม

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยทั้ง 28 รายประกอบด้วยกลุ่มนักการเมืองและข้าราชการพลเรือน จำนวน 6 ราย ได้แก่ นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุ ฯ พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 , พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตผู้ช่วยเลขานุการและอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 (หลบหนีคดี), นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

         จำเลยที่ 4 , นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 , นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ และอดีตผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6

         ส่วนเอกชน ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท และนิติบุคคล 22 ราย ได้แก่ นายสมคิด  เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7 ,นายรัฐนิธ  โสจิระกุล จำเลยที่ 8 , นายลิตร พอใจ  จำเลยที่ 9 , บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 , น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11 , น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ จำเลยที่ 12 , น.ส.สุทธิดาหรือสุธิดา ผลดีหรือจันทะเอ จำเลยที่ 13

           นายอภิชาติ  หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 14 ,นายนิมล  หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15 ,นายสุธี  เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16 (หลบหนีคดี) , นางสุนีย์  จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 17, นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18 , นายสมยศ  คุณจักร จำเลยที่ 19 , บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือบริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20 , น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร  จำเลยที่ 21            ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร จำเลยที่ 22 , นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 23 , บริษัท  กิจทวียโสธรไรซ์  จำกัด ที่มีนายทวี อาจสมรรถ เป็นกรรมการ จำเลยที่ 24 , บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 25  , นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการ จำเลยที่ 26 , บริษัท เจียเม้ง  จำกัด จำเลยที่ 27 และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการ จำเลยที่ 28 โดยจำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี