ข่าว

ปิด"คดีบึ้มภูมิใจไทย"

ปิด"คดีบึ้มภูมิใจไทย"

05 ก.ค. 2560

ฎีกายืนจำคุก 4 ปี “อ้อ วริศรียา” ร่วม 4 นปช. ทำบึ้มพรรคภูมิใจไทยปี 53 ช่วงไม่พอใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ เจ้าตัวนิ่ง ถูกคุมตัวรับโทษคดีถึงที่สุด

 

          5 ก.ต. 60 - ศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีระเบิดพรรคภูมิใจไทย หมายเลขดำ อ.1007/2554 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเดชพล พุทธจง อายุ 62 ปี อาชีพค้าขาย ,  นายกำพล คำคง อายุ  48 ปี อาชีพขี่วินมอเตอร์ไซต์รับจ้าง , นายกอบชัย หรืออ้าย บุญปลอด อายุ 49 ปี อาชีพค้าขาย , นางวริศรียา หรืออ้อ บุญสม อายุ 49 ปี อาชีพตกแต่งภายใน และนายสุริยาหรืออ้วน ภูมิวงษ์ อายุ 45 ปี อาชีพช่างทำบั้งไฟ  เป็นจำเลยที่ 1-5ในความผิดฐานร่วมกันทำวัตถุระเบิด , มีวัตถุระเบิดที่ออกใบอนุญาตไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต , พาอาวุธ(วัตถุระเบิด)ไปในเมืองฯ โดยไม่มีเหตุสมควร และกระทำให้เกิดระเบิดฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  221 , 222 , 218 , 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา  4 , 38 ,74

          โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ก.พ.54 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่าง ต้นเดือน มิ.ย.- 22  มิ.ย.53 ต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกร่วมกันผลิตหรือทำวัตถุระเบิด และร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่ทำขึ้น โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยนายอเนก สิงขุนทด จำเลยที่ 1 คดีหมายเลขดำอ.2930/2553 ซึ่งเป็นผู้เข็นรถเข็นผลไม้ ที่ซุกซ่อนระเบิดไว้ เข็นรถผ่านไปทางด้านหลังของอาคารที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งอยู่ใกล้ซอยพหลโยธิน 43 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. เมื่อระเบิดขึ้นทำให้นายอเนก ได้รับบาดเจ็บ และเป็นเหตุให้ผนังด้านหลังอาคารพรรคภูมิใจไทย แตกเสียหาย ขณะเดียวกันแรงระเบิดยังทำให้นายอเนก ตาบอดทั้งสองข้าง นอกจากนี้เพิงโรงเรือนร้านค้าขายอาหารตามสั่งของนายแถม ตรุพิมาย ถูกแรงระเบิดเสียหายพังทั้งหลัง ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000  บาท รถยนต์ ทะเบียน ธต 7963  กทม.ของ ว่าที่ ร.ต.ภูมิรัตน์ นาคอุดม ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน  40,000  บาท เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว  เขตจตุจักร และแขวง-เขตลาดพร้าว กทม. ในชั้นพิจารณาของศาลจำเลยทั้งห้า ให้การปฏิเสธ

          ขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.56 เห็นว่า จำเลยทั้งห้าเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช) . ไม่พอใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 โดยนายเดชพล , นายกำพล , นายกอบชัย จำเลยที่ 1 - 3 เป็นผู้สั่งการให้นายอเนก เข็นรถผลไม้ไปที่หน้าพรรคภูมิใจไทยก่อนที่จะมีการระเบิดขึ้น จึงมีส่วนร่วมในการกระทำผิดกับนายอเนก  ซึ่งการกระทำของนายเดชพล ,นายกำพล , นายกอบชัย จำเลยที่ 1-3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ม.218 และ 222 ที่เป็นบทหนักสุด จำคุกคนละ 10 ปี ฐานทำให้เกิดระเบิดจนน่าเป็นอันตรายแก่บุคคลกับทรัพย์สินผู้อื่น , สถานที่ประชุม และร่วมกันมีระเบิด โดยให้ปรับจำเลยที่ 1-3 ด้วยคนละ 100 บาท ฐานพาอาวุธไปในเมืองฯ ส่วนนายสุริยา จำเลยที่ 5 นั้นรับว่า เป็นผู้ประกอบระเบิดอย่างเดียว ไม่มีส่วนรู้เห็นในการวางระเบิด จึงให้จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันทำวัตถุระเบิดฯ

          ซึ่งศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1-3,5 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 ก็ให้จำคุก นายเดชพล ,นายกำพล , นายกอบชัย จำเลยที่ 1-3 คนละ 6 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 66.66 บาท ส่วนนายสุริยา จำเลยที่ 5 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน

          สำหรับนางวริศรียา จำเลยที่ 4 พยานโจทก์ยังมีข้อสงสัย ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยที่ 4 ไว้ระหว่างอุทธรณ์

          ต่อมา อัยการโจทก์ และจำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่งระหว่างอุทธรณ์ นางวริศรียา จำเลยที่ 4 และนายสุริยา จำเลยที่ 5ได้รับการประกันตัวไป

          กระทั่งวันที่ 21 ก.ย.58 ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษนางวริศรียา จำเลยที่ 4 โดยเห็นว่า จำเลยที่1-4 เป็นตัวการร่วมกันสั่งการ โดยแบ่งหน้าที่กันทำ และร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่จำเลยที่ 5 ประกอบขึ้น ซึ่งนางวริศรียา จำเลยที่ 4 แม้จะไม่ได้ร่วมในเหตุการณ์ระเบิด แต่ก็ใช้โทรศัพท์มือถือสอบถามติดตามสถานการณ์โดยตลอด ศาล จึงมีความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1-3 ด้วย โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1-4  คนละ 6 ปี ฐานร่วมกันกระทำให้ระเบิดจนเป็นอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สินอื่นๆ และร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กับให้ปรับอีกคนละ 100 บาท ฐานพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ส่วนนายสุริยา จำเลยที่ 5 ให้จำคุก 4 ปีฐานประกอบวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต

          โดยคำให้การในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1-5 เป็นประโยชน์อยู่บ้าง ศาลจึง ลดโทษให้ 1 ใน 3นายเดชพล , นายกำพล , นายกอบชัย , นางวริศรียา จำเลยที่ 1 - 4 จึงจำคุกไว้คนละ 4 ปี และปรับคนละ 66.66 บาท  ส่วนนายสุริยา จำเลยที่ 5 นั้นให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่ระหว่างการอุทธรณ์คดี นายสุริยา จำเลยที่ 5 ได้หลบหนีคดี ศาลจึงได้ออกหมายจับ และสั่งปรับนายประกัน 500,000 บาทที่ไม่สามารถติดตามตัวจำเลยที่ 5 มาฟังคำพิพากษาได้

          ต่อมานางวริศรียา จำเลยที่ 4 ยื่นฎีกาโดยวันนี้ นางวริศรียา จำเลยที่ 4 ที่ได้ประกันตัวไประหว่างฎีกา เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาพร้อมด้วยทนายความและคนใกล้ชิด

          ส่วนนายเดชพล , นายกำพล จำเลยที่ 1-2 ไม่ได้ยื่นฎีกา ซึ่งปัจจุบันรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ครบแล้ว ส่วนนายกอบชัย หลบหนีคดีศาลจึงออกหมายจับเช่นเดียวกับนายสุริยา จำเลยที่ 5

          ขณะที่ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว นางวริศรียา จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าคำให้การของจำเลยที่ 1-3, 5 นั้นเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่ให้การซัดทอดไม่สามารถรับฟังได้

          ศาลฎีกา เห็นว่า การรับฟังพยานบอกเล่าลักษณะให้การซัดทอดนั้น แม้กฎหมายห้ามไม่ให้รับฟังนั้น แต่ก็ไม่ได้ห้ามโดยเด็ดขาด ซึ่งตามประมวลวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 226/3 วรรคหนึ่งและวรรคสอง  บัญญัติว่าห้ามรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ สภาพและลักษณะ แหล่งที่มา ข้อเท็จจริงแวดล้อมพยานบอกเล่านั้นเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้  ซึ่งคดีนี้จำเลยที่ 1-2,5 ให้การหลังถูกจับกุมเพียง 2 วันซึ่งยากต่อการปั้นแต่งเรื่องราวโยงความผิดจำเลยที่ 4 หรือเพื่อให้ตนเองพ้นผิด  ซึ่งคำให้การนั้นก็เป็นการบอกเล่าถึงข้อมูลเหตุการณ์การกระทำผิดซึ่งมีข้อเท็จจริงที่จะพิสูจน์ความจริงได้  และในการพิจารณาศาลก็ยังพิจารณาพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ประกอบด้วย ไม่ได้ฟังคำซัดทอดพียงอย่างเดียว

         ส่วนจำเลยที่ 4 ฎีกาอ้างว่า คำให้การขัดแย้งกันในเรื่องรายละเอียดเวลา และการพบหรือไม่พบตัวจำเลยที่  4 ที่บ้านนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ  ซึ่งคำให้การจำเลย ที่ 1, 3, 5 และนาย อเนก คนเข็นรถผลไม้ที่บรรทุกระเบิด ให้การสอดคล้องกันได้ความว่า มีการประกอบวัตถุระบิดกันที่บ้านของจำเลยที่ 4  ย่านโชคชัย 4 โดยจำเลยที่ 4 ให้ไปพบปะกันที่บ้านได้ แม้จำเลยที่ 4 จะมีบ้านอีกหลังแต่ก็อยู่ในพื้นที่ไม่ไกลกัน จึงเชื่อว่าไม่ยากที่จำเลยที่ 4 จะเดินไปมาได้ระหว่างบ้าน 2 หลังที่จำเลยร่วมอาจเห็นในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้  ดังนั้นไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 4 จะไม่มีส่วนรู้เห็นว่ามีการประกอบวัตถุที่บ้านของจำเลย

          และฎีกาจำเลยที่ 4 ที่อ้างว่า ไม่ได้เป็นสมาชิก นปช. เป็นเพียงเจ้าหน้าที่มูลนิธิพรรคเพื่อไทย และในคอมพิวเตอร์ของจำเลยก็ไม่มีสูตรการทำระเบิดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงข้อรู้เห็นของจำเลยเพียงคนเดียวและข้อมูลในการกระทำผิดจำเลยยิ่งต้องมีการระวังโดยการลบหรือต้องทำลาย ซึ่งการเขียนไว้ในกระดาษย่อมจะทำลายทิ้งได้ง่ายกว่าเพื่อปกปิดการกระทำ

          เมื่อพิจาณาถึงการกระทำที่สอดคล้องกันแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 จึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำคุกเป็นเวลา 4 ปี

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังรับฟังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้ว นางวริศรียา  ที่วันนี้แต่งกายชุดกางเกงสีดำ ก็มีสีหน้าเรียบเฉย เมื่อศาลสอบถามว่าเข้าใจในคำพิพากษาหรือไม่ นางวริศรียา ได้แต่เพียงพยักหน้า ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ก็ได้ควบคุมตัวนางวริศรียาไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางรับโทษตามคำพิพากษาฎีกาต่อไป

          โดย นายพลเทพ ปวนยา ทนายความของนางวริศรียา กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้นางวริศรียา เคยถูกคุมขังในคดีมาแล้ว  8 เดือนก่อนจะได้ประกันตัว ดังนั้นการคุมขังก็จะรับโทษที่เหลือจาก 4 ปีต่อไป

          ส่วนนายเดชพล , นายกำพล จำเลยที่ 1-2 นั้นไม่ได้ยื่นฎีกา โดยที่ผ่านมาก็ได้รับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ครบแล้ว ขณะที่ นายกอบชัย จำเลยที่ 3 และนายสุริยา จำเลยที่ 5 ซึ่งศาลก็ได้ออกหมายจับไปแล้ว

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายอเนก สิงขุนทด จำเลยร่วมคนเข็นรถผลไม้ที่ทำให้ระเบิด จนตัวเองต้องตาบอดด้วยจากแรงระเบิดนั้น คดีถึงที่สุดแล้วเช่นกัน ในคดีดำ อ.2930/2553 ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปเมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 ให้จำคุก 27 ปี 6 เดือนและปรับ 50 บาท โดยตัวคงถูกคุมขังในเรือนจำ