
อักขราทรเตือนแก้ปมพระวิหารอย่าตั้งการ์ดเป็นศัตรูกัน
"อักขราทร"เตือนรัฐบาลแก้ปัญหาเขาพระวิหาร ต้องชี้กัมพูชาเห็นความจริง อย่าตั้งการ์ดเป็นศัตรูคนละฝั่ง ขณะที่ต้องแจงให้คนไทยรู้ข้อเท็จจริง ครม.ต่ออายุโครงการพระราชทานด้านสธ.ความช่วยเหลือไทย-กัมพูชา
(15ก.ย.) นายอักขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวถึงการยื่นฟ้องสมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เพื่อให้ศาลไทยเพิกถอนการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารและขับไล่ประชาชนกัมพูชาออกนอกพื้นที่รอบบริเวณเขาพระวิหาร ว่า ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นเรื่อง หากเพียงแค่รัฐบาลไทยแก้ปัญหานี้ด้วยการเปิดเจรจากับประเทศกัมพูชาว่าพื้นที่เป็นอย่างไร เชื่อว่ากัมพูชาน่าจะยอม การทำให้ความจริงเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณรอบปราสาทพระวิหารปรากฎน่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง
“ รัฐบาลไทยต้องทำให้กัมพูชาเห็นว่าพื้นที่บริเวณนั้นเป็นที่ของไทย เพียงแต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีชาวบ้านกลุ่มนี้เข้ามาทำมาหากิน และไม่ถูกต้องอย่างไรโดยพื้นที่บริเวณนั้น มีทั้งทหารไทย และกัมพูชาเป็นพยานอยู่ รัฐบาลจึงต้องทำให้เกิดความเข้าใจ อย่าตั้งการ์ดเห็นเป็นศัตรูหรือเป็นคนละฝั่งมันจะจบปัญหานี้ไม่ได้ ขณะที่ รมว.กลาโหมต้องทำความเห็นของคนในชาติให้เข้าใจ และหากมีบางส่วนที่บอกไม่ได้ก็ต้องบอกให้คนไทยรู้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องเก็บไว้ใช้เจรจา ดังนั้นควรพูดให้รู้เรื่องอย่าปล่อยปัญหาทิ้งไว้อย่างนี้” นายอักขราทรกล่าว
ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวด้วยว่า ปัญหาบางอย่างหากมีความเห็นไม่ตรงกัน และใครผิดใครถูกยังไม่รู้ ตนคิดว่าเราสามารถพิสูจน์ความถูกต้องได้ด้วยข้อเท็จจริง เพราะหากปล่อยไปจะกลายเป็นไทยเรายอมรับแผนที่ และสิ่งที่เขากันไว้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่เรามีนักกฎหมาย นักการต่างประเทศและมีคนกลางเก่งๆ มากในประเทศไทยที่จะออกมาช่วยรัฐบาลทำข้อเท็จจริงให้ปรากฎ ดังนั้นไม่ควรนิ่งเฉย หรือให้เป็นไปตามบุญตามกรรม
ครม.ต่ออายุโครงการพระราชทานด้านสธ.ความช่วยเหลือไทย-กัมพูชา
เมื่อเวลา 13.30 น. นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า ครม.อนุมัติการจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อต่ออายุ และแก้ไขบันทึกความเข้าใจโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการสาธารณสุข (มาลาเรีย) และอนุมัติให้ พล.อ.วาภิรมย์ มนัสรังษี รองสมุหราชองครักษ์ เป็นผู้ลงนามตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยกระทรวงการต่างประเทศรายงานให้ครม..ทราบว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการสาธารณสุข (มาลาเรีย) ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การตรวจวินิจฉัยโรค การบำบัดรักษา การจัดมาตรการป้องกันตนเอง การปรับปรุงการศึกษา ด้านสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพ ระบบการเฝ้าระวัง
นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า สำหรับการวางแผนและการตัดสินใจ รวมถึงการฝึกอบรมการให้การศึกษา สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และชุมชนที่เกี่ยวข้องของกัมพูชา รวมทั้งการจัดหาโภชภัณฑ์ พัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็น สำหรับดำเนินงานในกิจกรรมข้างต้น มูลค่าโครงการจนถึงปัจจุบัน 37,973,000 บาท โดยที่กรมราชองคารักษ์และกระทรวงสาธารณสุขของกัมพูชาเป็นหน่วยงานดำเนินงานโครงการและทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา ในการควบคุมโรคมาลาเรีย ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.51 ถึง 27 มี.ค.52 เป็นระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี และเนื่องด้วยบันทึกความเข้าใจโครงการฯได้สิ้นสุดลงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชวินิจฉัยขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการฯไปอีก 2 ปี 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.52 ถึง วันที่ 30 ก.ย.54 รวมทั้งขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมโรคอื่น ๆ ที่มียุงเป็นพาหะ ตามคำขอรัฐบาลกัมพูชา
นพ.ภูมินทร์ กล่าวต่อว่า กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการปรับแก้ขอความในหนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อต่ออายุ และแก้ไขบันทึกความเข้าใจตามข้อเท็จจริงดังกล่าว และได้เสนอให้ทางกัมพูชาพิจารณาหนังสือดังกล่าวแล้ว ซึ่งทางกัมพูชาแจ้งให้ความเห็นชอบเรียบร้อย ทางกรมสนธิสัญญาและกฎหมายได้ให้ข้อคิดเห็นว่า หนังสือแลกเปลี่ยนฯ ดังกล่าวน่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามคำนิยามของคำว่า หนังสือสัญญา ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม.ก่อนลงนาม และเห็นว่า หนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรค 2 ที่น่าจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน



