ข่าว

นายกฯกำชับต้นสังกัดดูแลใช้งบกระตุ้นศก.โปร่งใส

นายกฯกำชับต้นสังกัดดูแลใช้งบกระตุ้นศก.โปร่งใส

15 ก.ย. 2552

ครม.รับทราบ สศช.กระตุ้นศก. การเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพัน ด้าน นายกฯกำชับทุกกระทรวงตรวจสอบโครงการที่เสนอขอเงินเข้ามาให้ดี

(15ก.ย.) นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รายงานให้ครม.ทราบถึงความคืบหน้าแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 พร้อมขออนุมัติในเรื่องการมอบหมายให้สำนักงบฯ กลั่นกรองความซ้ำซ้อนของโครงการ ,ขอให้ครม.มอบหมาย กระทรวงการคลังหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องการ ใ ช้จ่ายเงิน ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ , มอบให้สำนักงบฯและกระทรวงการคลังพิจารณากำหนดกลไกการตรวจสอบการใช้เงิน จากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมมั่นคงทางเศรษฐกิจ 2552 เพื่อให้สอดคล้องการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี ทั้งนี้เพื่อให้โปร่งใสและตรวจสอบได้

 นอกจากนี้มีการขออนุมัติแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผอ.สำนักงานบริหารนี้สาธารณะ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย ผอ.สำนักนโยบายและแผนงบประมาณ สำนักงบฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

 นายวัชระ กล่าวว่า ในที่ประชุมครม.ทางสำนักงบประมาณยังได้รายงานให้ครม.ทราบถึงแนวทางการดำเนินการเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรายการหรือเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าวงเงินที่ครม.อนุมัติของหน่วยงานต่าง ๆ เนื่องจากมติครม.เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2552 กำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่ประสงค์จะเสนอเปลี่ยนแปลงรายการ หรือเพิ่มวงเงินในการก่อนหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณเกินกว่าวงเงินที่ครม.อนุมัติ ไปแล้วนั้น ให้ส่งเรื่องมาภายในวันที่ 15 ก.ย.ทางสำนักงบประมาณจึงแจ้งรายละเอียดให้ที่ประชุมครม.ทราบว่า มีส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ขอเปลี่ยนแปลงรายการและเพิ่มวงเงินทั้งสิ้น 25 รายการ จาก 10 หน่วยงานใน 8 กระทรวง โดยเพิ่มวงเงินผูกพันทั้งสิ้น 7,466 ล้านบาท เป็น 10,346 ล้านบาท ซึ่งทำให้เพิ่มขึ้น 2,879 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 38.6 ซึ่งครม.ได้เห็นชอบและอนุมัติ

 อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ตั้งข้อสังเกตว่า มีบางโครงการที่ไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบโครงการใด ๆ แต่งบประมาณที่ขอปรับนั้นเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ทางกระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวงได้ชี้แจงว่า มีการตัดถนนผ่านชุมชนจึงจำเป็นต้องสร้างสะพานลอยหรือขยายเลนถนน จึงทำให้ต้องปรับงบมากขึ้น ซึ่งนายกฯได้กำชับในครมว่า ให้ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง พึ่งระมัดระวังตรวจสอบให้ดีอย่างละเอียดให้รอบคอบกว่านี้