
แจงใช้พ.ร.ก.แก้ต่างด้าวเพราะไทยถูกเพ่งเล็ง
"บิ๊กตู่"ฉุนบอกสื่อบ้าบอคอแตกวุ่นวายแต่เรื่องเลือกตั้งหรือไม่ลั่นเป็นเรื่องของผมวอนทุกฝ่ายร่วมมือให้เกิดความปรองดองเหมือนน้ำมนต์ที่ไม่ว่าจากที่ไหนก็รวมกันได้
3 ก.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2560 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมกล่าวปาฐกถา เรื่อง "ขับเคลื่อนแผนฯ 12 สู่อนาคตประเทศไทย" ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีคนอยู่หลายกลุ่มหลายประเภท โดยทั้งหมดกำลังเดินเข้าสู่เส้นชัยหลังหยุดเดินมาเป็นเวลานาน ซึ่งการหยุดเดินเหมือนการเดินถอยหลัง เนื่องจากประเทศอื่นเดินไปข้างหน้า ดังนั้นวันนี้เราต้องเร่งเดินเข้าสู่เส้นชัย ซึ่งโรดแมปของรัฐบาลได้กำหนดและวางแผนงานไว้ทั้งหมดแล้ว โดยเป็นการวางตามขั้นตอน 1-2-3 ของตน วันนี้ถือว่าอยู่ในขั้นที่ 2 เป็นสิ่งที่รัฐบาล และคสช. เป็นผู้วางไว้ว่าจะเดินหน้าประเทศอย่างไร ตามที่ทุกคนทราบว่าตน และคสช. เข้ามาอย่างไร เพื่ออะไร ดังนั้นจะไม่ขอกลับไปพูดเรื่องเดิม ๆ แต่อยากให้ทุกคนเปรียบเทียบดูว่าหลักคิดในการเดินหน้าประเทศสู่อนาคตตามวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืนมีความชัดเจนแค่ไหน และที่ผ่านมาเคยเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อไม่เคยมีก็ต้องรอดูว่าจะดีขึ้นหรือไม่ ทุกอย่างจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง ถ้ายังคิดแบบเดิม ติดกับปัญหาเดิม ก็ไปไหนไม่ได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าย้อนกลับไปดูประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา เคยมีการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปเศรษฐกิจมาครั้งหนึ่ง มีเศรษฐกิจที่โชติช่วงชัชวาล มีการแปลงสนามรบเป็นสนามการค้า แต่จากนั้นมาก็คงสภาพเดิม วันนี้ทุกคนต้องร่วมมือกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งขณะนี้เราอยู่ในช่วงที่ 2 ของแผนการปฏิรูป ก่อนที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาลหน้า จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเดินไปข้างหน้า ที่ผ่านมาเป็นเพียงการลดปัญหาอุปสรรค และสิ่งที่ฉุดรั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย อุปสรรคต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องของการปฏิบัติ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกิดปัญหามากพอสมควร แต่การดำเนินการตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (2560-2564) ซึ่งเดินมา 9 เดือนแล้ว เดินหน้ามาพอสมควร ถ้าสามารถเดินตามแผนนี้ได้ก็จะสามารถส่งต่อไปยังแผนต่อไปได้ ซึ่งอีก 20 ปี ประเทศไทยก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ไปในทางที่ดีขึ้น แผนทุกแผนดีหมดแต่อยู่ที่การปฏิบัติ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าทุกคนในประเทศไทยมีขีดความสามารถเพียงพอ
"หลายครั้งเราสามารถรวมพลังจนผ่านวิกฤต ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมอยากให้ถือว่าไม่ใช่วิกฤตการของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน แต่เป็นวิกฤตการของประเทศไทยในการที่จะทำให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น ทุกคนจึงต้องช่วยกันทำแผนฉบับที่ 12 ซึ่งเป็นฐานราก ให้ไปสู่ความเข้มแข็ง และแข็งแกร่ง แก้ไขจุดอ่อนของประเทศที่มีหลายอย่าง รวมทั้งพัฒนาจุดแข็งต่อไป ยืนยันว่าการทำแผนของรัฐบาลไม่ได้ไปผูกมัดใครไว้ตรงไหน และไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็สามารถทำได้หมด ไม่ได้ล็อคว่าใครจะต้องทำอย่างไร เพียงแต่ตีกรอบไว้ให้ไปสู่เป้าหมายในการปฏิรูป ซึ่งทุกรัฐบาลต้องดูแลเน้นให้ความสำคัญกับประชาชนฐานราก เนื่องจากรายได้น้อย ยังมีรายได้ และความสุขไม่เพียงพอ แต่ไม่ใช่คิดถึงคำว่ารวยอย่างเดียว เสร็จแล้วก็จะเกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา การบริหารราชการแผ่นดินจะต้องมีหลักการมากกว่าที่ผ่านมา เป้าหมายที่เราอยากเห็นคือประเทศไทยมีการพัฒนาแล้ว เหมือนนานาอารยประเทศ ทั้งทางกายภาพ และจิตใจ รวมถึงความคิด และศักยภาพของคน ทำอย่างไรจะให้ทุกคนกินอิ่ม นอนหลับ และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สังคมมีความปรองดองสมานฉันท์อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า มนุษย์ถ้าไม่กลมกลืนกันทุกอย่างก็ยุ่งไปหมด สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ให้โอวาทว่า ความมุ่งหมายของการประพรมน้ำมนต์นั้น ไม่ใช่ว่าใครก็อยากได้รับน้ำมนต์เพื่อความศักสิทธิ์ เพื่อได้เลื่อนยศตำแหน่ง มันไม่ใช่แต่น้ำมนต์เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าทุกคนมารวมกันเพื่อฟังพระเทศน์ แล้วได้น้ำมนต์ไปถือเป็นการผสมผสาน เหมือนน้ำไม่ว่าจากที่ไหนเมื่อมารวมกันผสมผสานกันอยู่ในขันใบเดียวกัน ถือว่าเป็นน้ำที่ผสมกลมกลืน เราต้องทำให้ได้แบบนั้น เนื่องจากวันนี้เรายังเป็นน้ำที่ไม่ผสมกลมกลืนเท่าไหร่
"จะเห็นได้ว่าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทีวีทุกช่องวุ่นวายอยู่กับเรื่องของผม ที่ว่าจะเลือกตั้งหรือไม่ บ้าบอคอแตกกันอยู่นั้น วันนี้จะเป็นจะตาย เพราะฉะนั้นอย่าไปสนใจใครอยากพูดอะไรก็พูดไป มันเรื่องของผม ตอบชัดเจนแบบนี้แล้วอย่ามาถามผมอีกถามกันอยู่ได้"
วอนเคารพกระบวนการยุติธรรม ด่าทุกวันอย่าหวังจะลาออก
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ใน 5 ปีนี้ประเทศจะต้องเดินได้ ถ้าเราไม่มีความหวังอะไรเลย 20 ปีก็ไม่สำเร็จ จึงต้องตั้งความหวังว่าต้องสำเร็จ เราจะต้องผ่านเวลาอันวิกฤตไปให้ได้ ต้องมาคอยระมัดระวังทุกเรื่อง ขณะที่ต่างประเทศก็จับตาดูเรา การค้าขายก็ไม่เดินไปข้างหน้า ทุกวันนี้ต่างประเทศสนใจเรื่องเศรษฐกิจ ตนดีใจที่เราตื่นตัวเรื่องกฎหมายและการปฏิรูป แต่อย่าเอาทั้งหมดมาตีกัน
"ตอนนี้ปัญหามันเยอะอยู่ต้องช่วยกันคิดแก้ไขว่าการปฏิรูปจะทำกันอย่างไร ปัญาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เลวทั้งหมด การศึกษา ตำรวจ กระบวนการยุติธรรมไม่ได้เลวร้ายมากมาย แต่ก็ยอมรับว่าสังคมส่วนรวมต้องมีปัญหา คนดีก็มี คนเลวก็มี ทำอย่างไรจะให้คนดีได้ทำงาน คนไม่ดีได้ออกไป ก็ต้องมีกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรมแล้วจะมีวิธีการอะไร ด่ากันทุกวันเดี๋ยวมันลาออกเองหรือไง มันไม่ใช่" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ซัดไอ้ฟ้องร้องศาลปกครอง-ศาลรธน. เหน็บกลัวถูกถามไม่มีงานทำ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้มาตีกันเรื่องพ.ร.บ. 2 ฉบับอีก ไอ้ช่างฟ้องก็ไปหาเอาเองว่าใคร ไม่รู้จะฟ้องอะไรหนักหนา ไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร เอาผิดเอาถูก ประเทศชาติจะตายอยู่แล้ว ไอ้นี่ก็จะไปฟ้องศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรจะทำหรือไง กลัวใครถามว่าไม่มีงานทำหรืออย่างไรก็ไม่รู้ มันเสียเวลาก็พยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว มันก็ได้มาอย่างนี้
แนะแก้เหลี่ยมล้ำอย่าโยนงบลงแค่พื้นที่มีส.ส. ชี้ทุกจว.ต้องพัฒนาเท่าเทียม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาตามแผน 12 ต้องขับเคลื่อนออกมาให้ได้ถึงจะเดินได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นจะสะดุดตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุด ฉะนั้นต้องมีกรอบที่จะเดินไปข้างหน้า เรื่องพรรคการเมือง เรื่องประชาธิปไตยเป็นอีกเรื่อง แต่ต้องเอาเป็นหลักด้วย
"การอนุมัติงบต้องคำนึงถึงทุกจังหวัดด้วย เพราะบางจังหวัดพัฒนามาก บางจังหวัดพัฒนาน้อย เราต้องลดความเหลี่ยมล้ำ บางจังหวัดมีส.ส.เข้ามาจึงได้งบประมาณ ทำให้เกิดความแตกต่าง ดังนั้นเราต้องมีแผนและจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับทุกจังหวัด ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงกันจัดสรรงบประมาณอย่างเร่งรีบ อย่าให้เหมือน 30 ปีที่ผ่านมาที่เราไม่ไปไหนเลย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ซัดพวกประจานประเทศน่ารังเกียจ ไร้จิตวิญญาณพลเมืองไทย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ต้องใช้วิธีต่างตอบแทน พัฒนาส่งเสริมเอสเอ็มอี เราผูกพันการค้ากับการส่งออก แต่ต้องพัฒนาสินค้าของเราด้วย อย่าผลิตสินค้าแบบเดิม
"คนไทยที่ตื่นรู้มีความเติบโตทางร่างกาย จิตใจและวิญญาณเป็นพลเมืองไทย ไม่ไปด่าประเทศตัวเองที่ต่างประเทศ มันน่ารังเกียจ หรือใครไม่รังเกียจ ทำแทบตายกำลังแก้ปัญหา เหนื่อยและเครียดกันทุกคน แล้วไปประจานตัวเอง ประจานประเทศไทย มันเป็นอะไร" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ถามกลัวอะไรยุทธศาสตร์ชาติขออย่าไปฟังพวกทักท้วงไร้หลักการ ปวดหัวแค่เร่ิมต้นพวกจ่อเล่นทุจริตแล้ว ลั่นไม่เคยปล่อยปะละเลย ใครทุจริตเอาไปฆ่าทิ้งหมด
นายกฯกล่าวว่า เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติได้เดินหน้ามาเรื่อย ๆ ร่างมาเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ไปสร้างการรับรู้ จะไปยากตรงไหน อ่านเที่ยวเดียวตนว่าน่าเข้าใจแล้ว และไปดูข้างในเขียนว่าอะไร ไม่ได้เขียนว่าต้องทำถนนตรงนั้น ตรงนี้
"ไอ้ที่กลัว เพราะกลัวว่าที่เขียนไปแล้ว จะไม่ได้ทำของตัวเองใช่ไหม ที่เคยคิดจะทำ เคยจะไปโปรยหว่านไว้ตรงนั้นตรงนี้ แต่ต้องเขียนให้จังหวัดแต่จังหวัดต้องทำอย่างไร การทำงบประมาณประจำปีต้องลงมา ไปไล่ดูความโปร่งใส เรื่องการทุจริตอีกครั้งหนึ่ง ไม่อย่างนั้นประชาชนก็ไม่รู้อนาคต"ฝากช่วยอธิบายด้วย อย่างยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพคน ก็ทำมาตลอด ต้องมาร่วมกันคิดว่ามีอุปสรรคอะไร แต่ติทุกเรื่องอย่างนี้ไปไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้สักอัน ตนไม่อยากใหฟังคนทักท้วงที่ไม่มีหลักการ ไม่มีเหตุผลทั้งสิ้น เราต้องทำสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่ไปคิดว่า ทำไม่ได้เพราะมีเหตุทุจริต เอื้อประโยชน์ ไม่ดูแลคนจน เอางบประมาณไปเสียหาย ไปทำอย่างอื่นมากกว่าดูแลประชาชน มันพูดอย่างนี้พูดได้อย่างไง"นายกฯกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องทำ 2 อย่างไปพร้อมกัน ทุกคนอยากได้หมด ทั้งเพื่อคนมีรายได้น้อย การลงทุนประเทศ ทุกคนอยากได้หมด ทั้งสาธารณสุข บัตรทอง เรียนฟรี ทุกคนอยากได้เพิ่มหมด แต่ไม่มีวิธีการหาเงินเข้ามา ถ้าเราไม่ลงทุนอนาคตจะไม่ได้เรื่องพวกนี้กลับมาเลย และวันนี้ตนก็ไม่ได้ทำอะไรให้ลดลงกว่าเดิม กรุณาคิดในภาพรวมด้วยไม่ว่าใครที่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่มีการลงทุนแบบนี้ ทุกคนบอกลำบาก รัฐบาลก็ต้องอดทน ต้องคิดอย่างไรให้การบริหารจัดการอย่างไรที่ประชาชนต้องการ แต่ไม่รู้เอาเงินจากไหน กู้ไม่ได้พอกู้ก็บอกว่าจะเป็นหนี้สาธารณะ พอเริ่มลงทุนก็บอกทุจริต ก็ไม่ต้องไปไหนแล้ว ปวดหัวทุกวัน ทุจริตคือทุจริต ที่คิดดีคือคิดดี แยกออกจากกัน "ที่ทุจริตก็เอาไปฆ่าทิ้ง หามาสิ แล้วบอกผม และผมก็เล่นงานไปเยอะแล้ว แต่ไม่อยากจะพูดเพราะเสียชื่อประเทศ แต่ไม่ได้ปล่อยปะละเลย"
นายกฯกล่าวว่า การทำงานวันนี้มีป.ย.ป.และมีหลายคณะ ยังทำไม่ทันเลย เพราะขั้นตอนเยอะ อะไรที่ทำไม่ได้ตามขั้นตอนปกติ ก็มาเข้าป.ย.ป.มาเข้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อะไรที่ปลดล็อกไม่ได้จริง ๆ ต้องใช้มาตรา 44 และตนถามวันหน้าถ้าไม่มีมาตรา 44 จะได้กันได้ไหมประเทศนี้ เพราะฉะนั้นทำอะไรต้องรอบคอบ วันนี้ตนยอมรับได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้ เพราะต้องเปลี่ยนแปลงให้เร็ว ดูแลประชาชนให้ได้ ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งต้องทำ ต้องมี สิ่งที่จะทำต่าง ๆ วันนี้ แผนแม่บทต่าง ๆ ที่ต้องภายในปีนี้ตามรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ก็คือตน ซึ่งตนต้องทำแผนแม่บทต่างๆให้เสร็จ และส่งต่อให้รัฐบาลต่อไป ใครจะมาเป็นนายกฯ ก็มาเป็นประธานต่อ ถ้าเขาไล่ออก เปลี่ยน คนใหม่ก็มาเป็นต่อ
"นายกฯ"ให้ศธ.ดูงบรายหัวครูให้สอดรับขนาดโรงเรียน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้มีปัญหาเรื่องบประมาณรายหัวต้องไปดูเรื่องนี้ว่าควรทำอย่างไร ไปดูว่าโรงเรียนแต่ละขนาดควรจะเอาเท่าไร สัดส่วนระหว่างครูกับนักเรียนเท่าไร ตามหลักการคือครู 1 คนต่อนักเรียน 30 คน เราถึงจะใช้งบได้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นโรงเรียนจะต้องไปหาทางเพราะอาจมีปัญหาเรื่องงบประมาณรายหัวไม่เพียงพอ ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังทำเรื่องนี้อยู่
สั่งขรก.ทำเอกสารใช้ภาษาอังกฤษร่วมกัน
นายกฯ กล่าวต่อว่า ในเรื่องภาษาต่างประเทศ อะไรที่เป็นราชการควรมีภาษาอังกฤษกำกับไม่ใช่เรื่องดัดจริต แต่เราทำให้เห็นถึงการพัฒนาเราถึงจะเรียนรู้และตื่นต้ว มีคำภาษาอังกฤษติดไว้ดูเดี๋ยวก็พูดเป็นเอง อย่างน้อยก็ทำให้เราอ่านออกเขียนได้ ต่อไปนี้การสอบเข้าราชการหรือของกระทรวงต่างๆ ต้องมีการสอบภาษาอังกฤษสอบด้วย ตนไม่อยากให้คนมาโง่แบบตน แต่วันนี้ตนก็พอรู้อยู่เหมือนกันส่วนเรื่องการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (ไอยูยู) เราออกกฎหมาย 90 ฉบับี่ถือเป็นเรื่องเดียว รู้หรือไม่ว่ามันยากแค่ไหน มีใครเคยทำได้หรือไม่ รัฐบาลนี้ไม่ได้เก่งกาจเพียงแต่หากข้าราชการทำได้เราก็ให้เขาทำ
แจงจำเป็นใช้พ.ร.ก.แก้ต่างด้าวเพราะไทยถูกเพ่งเล็ง ขอนายจ้างขึ้นทะเบียนให้ทัน 120 วัน
"ผมขอพูดเรื่องสำคัญจะได้เข้าใจกับสักทีเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แรงงานต่างด้าว เราออกมาเพราะมีเหตุผลและความจำเป็นที่เราต้องทำ เนื่องจากพันธะสัญญาที่มีอยู่ ทำไมถึงต้องทำวันนี้ก็เพราะว่าไม่เคยทำมาและไม่เคยใช้อย่างจริงจัง แต่ต้องทำเพราะเขากำลังเพ่งเล็งประเทศไทยเรื่องการค้ามนุษย์ เห็นหรือไม่ว่ามาเลเซียเขาก็ทำ เขาจับกุมกันโครม ๆ และถือเป็นข้อตกลงกันระหว่าง 4 ประเทศในอาเซียน แรงงานต่อไปนี้จะต้องขึ้นบัญชีหรือการนำเข้าแรงงานที่ชายแดนเท่านั้น ไม่มีการขึ้นทะเบียนในประเทศ เพราะที่ผ่าน 3 ปีที่รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาก็นำมาขึ้นบัญชีได้ 2-3 ล้านคน แต่มันก็มียังปัญหาอยู่คือคนเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติทั้งหมด เพราะเมื่อเข้ามาแล้วเราก็ผ่อนผันและลงทะเบียนให้ไป แต่ยังพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ก็ต้องเป็นแรงงานชั่วคราวไม่สามารถย้ายงานได้ถือบัตรสีชมพู เรียกว่าการพิสูจน์สัญชาติไม่เสร็จ เมื่อเข้ามาแล้วที่ผ่านมามันเละไปหมด ต้นทางจะต้องเป็นคนพิสูจน์สัญชาติในประเทศ จะต้องเป็นภาระของประเทศต้นทาง ต่อไปจะต้องไปจดทะเบียนที่ประเทศต้นทาง คนที่อยู่ขณะนี้มีทั้งถูกและผิดกฎหมาย คนที่ผิดคือไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างก็ต้องกลับไปที่ชายแดนเพื่อไปทำหลักฐานให้ถูกต้องแล้วค่อยเดินทางกลับเข้ามา" นายกฯกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แรงงานคนเดิมที่เข้ามาและออกไปก็หวังจะกลับมาทำที่เดิม เช่น เลี้ยงลูกและดูแลบ้านคนเขาไว้ใจเขาก็ไม่อยากได้คนใหม่ เราจะทำอย่างไรให้เขากลับมาที่เดิม แต่สำนักงานหางานที่มีคนซวย ๆ ห่วย ๆ ทำงานก็ไปกวาดแรงงานพวกนี้ไปหมดเพื่อนำไปทำงานที่ใหม่ แรงงานเหล่านี้ก็เดือดร้อน ทั้งนี้คนที่ออกไปก็มีสองส่วนคือออกไปแล้วกลับที่เดิมก็ต้องล็อกให้เขา
ส่วนที่สองคือไปแล้วต้องไปพิสูจน์สัญชาติต้นทางใหม่ถึงจะเข้ามาทำงานได้ถือว่าใหม่เอี่ยม ส่วนปัญหาคือคนเก่าที่คาอยู่จะทำอย่างไรหากนึกไม่ออกก็ต้องไปทำกันใหม่ แต่จะทำอย่างไรไม่ให้มีผลเสียคือยังมีคนทำงานเหมือนเดิม ตอนนี้ก็ให้กระทรวงแรงงานกำลังทำงานอยู่ขอให้เข้าใจ ตนไม่อยากให้ใครเดือดร้อน แต่จะไม่ให้เขาออกไปได้หรือไม่นั้นก็ทำไม่ได้ ส่วนการเสียค่าปรับ 4 แสน - 8 แสนบาทมากไปหรือไม่ ก็ต้องไปดูว่ากฎหมายเขียนไว้อย่างไร ขอร้องอย่ามาเคลื่อนไหวอะไรกันนัก ถ้าท่านเฉยๆ ตนก็จะอยู่เฉยๆ เหมือนกัน เพราะวันนี้แก้ไม่ได้เราก็ต้องขอร้องเพราะให้เวลา 120 วันก็ขอให้ทำให้ทันแล้วประสานหน่วยงานชายแดนให้รู้เรื่อง ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ไม่ทำก็ไม่ได้ อย่าไปพูดถึงของเก่าเพราะของเก่ามันห่วย ไม่ดูแลกันก็เป็นแบบนี้
โมโหก.ทรัพยฯแก้ปัญหาไม้พะยูงไม่ตรงจุด
นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการตัดไม้พะยูงก็มีปัญหาทุกครั้งตนไม่เข้าใจ พอเห็นสื่อเอามาออกก็แย่กันทั้งหมด ตนก็โมโหกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำไมไม่อยากยุ่งกับไม้พะยูงก็เพราะกลัวติดคุก ปัดโถ่ นายอำเภอก็มี ผู้ว่าฯก็มี ก็แค่แก้ไขปัญหาให้เขา ไม้ทิ่มบ้านอยู่แบบนั้นไม่ตัดได้ยังไง เอาง่าย ๆ ถ้าตนเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ตัดเลย ทิ่มบ้านก็ตัดเลยแล้วถ่ายรูปไว้เป็นพยานและหลักฐานว่ามันทิ่มบ้านเราอยู่ ตัดเสร็จก็กองไว้อย่าไปทำอะไร แจ้งให้เขามาดูแค่นี้เอง แต่สื่อเอาไปพาดหัวกันใหญ่โตว่าคนจนติดคุกเพราะตัดต้นไม้ต้นเดียว แต่จะกี่ต้นก็ผิดหมด ทำให้กลายเป็นว่าไม่ไปจับคนตัดเยอะ สื่อก็ขยายไปมากลายเป็นว่ารังแกคนจนเอื้อผลประโยชน์คนรวย กลายเป็นคนจนกับคนรวยรบกันสองคน นี่คือสิ่งที่การเมืองทำให้เป็นแบบนั้น ไม่มีคนไหนคนรวยคนไหนจน มีแต่คนมีโอกาสมากกับคนมีโอกาสน้อย ขอให้ทุกคนมีชีวิตพอเพียง อย่าไปใช้คำว่ารวยๆ โป้งรวย โป้งรวย เป็นไงล่ะเห็นหรือไม่รวยกันได้ไหม
วอนแก้แกรป-อูเบอร์ให้ปล่อยให้เป็นหน้าที่จนท.
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้มีปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นเราต้องหาคนมาช่วย บางทีก็ขยันไปหน่อยช่วยกันทุกเรื่องไปเลยโดนเขาเล่นงานกลับมา เช่น เรื่องแท็กซี่กระทรวงที่รับผิดชอบก็ตอบไม่รู้เรื่อง ทหารขึ้นไปนั่งแท็กซี่เขาพูดกันเรื่องแกรปเรื่องอูเบอร์ก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าแบบนั้นให้แปะชื่อนายกฯไว้ มันก็เสียชื่อนายกฯ เพราะบางอย่างต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทำ เรื่องใหญ่ๆก็ทำกันเองให้เอาตำรวจไปทำด้วย



