ข่าว

แนะบอร์ดสกสค.ไม่ควรกู้หนี้เพิ่ม

แนะบอร์ดสกสค.ไม่ควรกู้หนี้เพิ่ม

03 ก.ค. 2560

"มงคลกิตติ์"  ชี้ บอร์ดสกสค.ไม่ควรกู้เงินกองทุน ช.พ.ค.เพิ่มกู้อีก 1,500 ล้านบาท แนะหมอธี แก้ให้ตรงจุด  เร่งสรรหา  เลขา สกสค,ผอ.องค์การค้า,เลขาคุรุสภา

          จากกรณีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 นายพิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่  เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษตามโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.)และ การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ซึ่งมีตนเป็นประธานนั่น

          ได้หารือกรณีที่สกสค. เสนอ ขอกู้เงินจากกองทุนเงินสนับสนุนฯ เพื่อนำมาใช้หนี้พนักงานและเจ้าหน้าที่องค์การค้าของสกสค.ตามคำสั่งศาล ที่ให้องค์การค้าของ สกสค. จ่ายเงินค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่พนักงานองค์การค้าฯ 2,441 คน เป็นเงินรวมดอกเบี้ยแล้วกว่า 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นอย่างหลายหลาย และยังมีความกังวลว่า สกสค.จะมีความสามารถในการชำระหนี้คืน ดังนั้นคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนฯ จึงให้สกสค. ไปจัดทำรายละเอียด รายได้ วิธีการเพิ่มรายได้และการลดรายจ่ายขององค์การค้าฯ และนำกลับมาให้คณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนฯ พิจารณาอีกครั้ง
          ที่ประชุมห่วงว่า องค์การค้าฯ จะไม่เงินคืนหรือไม่ จึงให้ไปจัดทำรายละเอียดมาใหม่ เพื่อให้ความมั่นใจว่า สกสค.จะสามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ ขณะเดียวกับ องค์การค้าฯ ก็ยังมีหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระคืนกับทางกองทุนเงินสนับสนุนฯ อีก 500 ล้านบาท ซึ่งนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้กู้เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ดังนั้นหากจะขอกู้เพิ่มอีก ทางบอร์ดกองทุนเงินสนับสนุนฯ จึงต้องการความมั่นใจ เพราะเป็นเงินจำนวนมาก โดยนอกจากกู้เพื่อชำระหนี้ให้พนักงานองค์การค้าฯ 1,200 ล้านบาทแล้ว สกสค.ยังขอกู้เพิ่มอีก 300 ล้านบาท เพื่อใช้หนี้ค่ากระดาษ ซึ่งองค์การค้าฯ ค้างจ่ายมานาน
          ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2560   นายมงคลกิตติ์  สุขสินธารานนท์  เลขาธิการคณะกรรมการ ภตช  กล่าวว่า หลังจาก คสช.  ยึดอำนาจมาครบ 3 ปี ได้ออกคำสั่งให้ กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ข้าราชการประจำมาปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ผ่านมาถึง 2 ราย เพื่อมาแก้ปัญหาการขาดทุนของ องค์การค้าของ สกสค.

        "ดูท่าทางแล้วจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้   ทั้งหารายรับเพิ่ม-ลดรายจ่ายก็ยังทำไม่ได้  เนื่องจากความสามารถทางธุรกิจน้อยประสิทธิภาพ  เสียเชิงเอกชน ซึ่งไม่แน่ใจว่าแกล้งเสียเชิงหรือเสียเชิงจริงๆ  จนทำให้ ยอดขายลดลง  รายได้ลดลงเป็นอย่างมาก  จนเกิดภาวะขาดทุนอย่างสิ้นเชิง  จนเป็นที่มาของการกู้เงินเสริมสภาพคล่ององค์การค้าของ สกสค.เป็นครั้งที่ 2  จำนวน 1,500 ล้านบาท(ครั้งแรก 500 ล้านบาท)"นายมงคลกิตติ์ กล่าว

           นายมงคลกิตติ์ กล่าวอีกว่า จากการประเมิณการขาดทุนเคล่าๆน่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท  ในช่วงตั้งแต่  18 เมษายน 2558 ถึง ปัจจุบัน( 2 ปี 2 เดือนเศษ)   ซึ่งผู้ที่จะต้องรับผิดชอบเต็มคงหนีไม่พ้น  คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ทั้ง 9 ราย ที่มี  นายแพทย์ ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็น ประธานโดยตำแหน่ง จะต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  

          นายมงคลกิตติ์  กล่าวด้วยว่า ปัญหาจะไม่เกิดขึ้น ถ้ายอดขายหนังสือขององค์การค้าของ สกสค. ในปี 60 ถึงที่ประมาณการไว้  2,730 ล้านบาท  แต่ ณ ปัจจุบันขายได้เพียง  1,687 ล้านบาท(ณ วันที่  4 มิ.ย.60) ต่ำกว่าประมาณการ 1,042 ล้านบาท  มีหนังสือเหลือคาโกดังเกือบเต็ม  3 อาคาร ที่ลาดพร้าว ยังไม่รู้จะขายให้ใคร ถ้าขายหมดคงไม่ต้องกู้เงินจากกองทุน ช.พ.ค.ฯ

          "ผมอยากจะฝากไปยัง    คณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษตามโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.)และ การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ว่าครั้งที่แล้วที่ปล่อยกู้ไป 500 ล้านบาท  ยังไม่ได้คืน  คงได้คืนยากและอีกอย่างทรัพย์สินของ สกสค. มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินจะเอาที่ไหนมาคืน  มีวิธีเดียวเอาคืนได้ คือไปเรียกคืนกับ บอร์ดกองทุน ช.พ.ค.ฯ และ  คณะกรรมการสกสค.  ชุดที่แล้วที่อนุมัติไป  แล้วหารเฉลี่ยกัน ยังไม่รวมความผิดทางอาญานะ  ก็คล้ายๆ กรณี ที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด คณะกรรมการกองทุน ช.พ.ค.ฯ และ เลขาธิการ สกสค ในขณะนั้น ที่ปล่อยกู้ให้ บจก.บิลเลี่ยนฯ 2,500 ล้านบาท ในครั้งนั้นยังมีทรัพย์สินอยู่ราวๆ 40 ล้านบาท ยังผิดเลย"นายมงคลกิตติ์ กล่าว

          นายมงคลกิตติ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนที่อ้างว่าจะนำเงินมาให้หนี้พนักงานองค์การค้าของ สกสค. กว่า 1,200 ล้านบาท ตามคำพิพากษาศาลฏีกา ไม่ต้องกังวลเพราะเจ้าหนี้ทั้งหลายกำลังดำเนินการบังคับคดีกับ สกสค. โดยการอายัดเงินในบัญชีต่างๆใน สกสค.เพื่อมาชำระหนี้แล้ว  ทราบมาว่าล๊อตแรกยึดเงินจาก สกสค.ไป 59 ล้านบาท ไปจ่ายพนักงานองค์การค้าไปแล้ว ตอนนี้กำลังบังคับคดีทยอยยึดเงินจนครบ 1,200 ล้านบาท  

         "ถ้าคณะกรรมการกองทุน ช.พ.ค.ฯ จะให้ องค์การค้าของสกสค. กู้อีก 1,500 ล้านบาท ผมตอบให้เลย ไม่ได้คืน แถมถูกดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแน่ๆชัวร์  เบี้ยประชุมที่ท่านได้ไปรู้สึกไม่คุ้มเลย  ถ้าฝืนในที่ประชุมไม่ได้ กรรมการกองทุน ช.พ.ค.ฯ  ก็ลาป่วยสิ จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ"นายมงคลกิตติ์ กล่าว 

          นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ตนอยากบอกวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ก็คือ   นายแพทย์ ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ควรเร่ง การสรรหา 1.  เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.), 2.ผู้อำนวยการองค์การค้าของ  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.),3. เลขาธิการคุรุสภา  ตัวจริงที่มีความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ เพิ่มรายได้ ดูแลสวัสดิการครูกว่า 1 ล้านคนได้  แก้ปัญหาครูขาดคุณภาพ  อย่ามัวแต่เอาข้าราชการประจำมา ปฏิบัติหน้าที่ ที่อาจจะทำให้ราชการเสียหายไปมากกว่านี้แค่นี้ก็มากแล้ว