
พลังงานชงครม.เคาะเกณฑ์สำรวจปิโตรฯ ขายทีโออาร์สิงหาฯ2แหล่ง
พลังงานชงครม.เคาะเกณฑ์สำรวจปิโตรฯ ขายทีโออาร์สิงหาฯ2แหล่ง
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมนำเสนอหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในกลางเดือน ก.ค.นี้ เพื่อกำหนดรูปแบบการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย
นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า จะมีการนำเสนอรูปแบบการเปิดสำรวจ 3 ระบบ คือ ระบบสัญญาสัมปทาน ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ระบบสัญญาจ้างบริการ (เอสซี) ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2560 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมพ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วัน 23 มิ.ย.2560
ทั้งนี้จะครอบคลุมทั้งการเปิดสำรวจฯรอบใหม่ และการเปิดสำรวจฯทั้ง 2 แหล่งหมดอายุ ในปี 2565-2566 คือแหล่งเอราวัณและบงกช โดยเกณฑ์ใหม่นี้จะแบ่งเป็น 5 ภาค ประกอบด้วย 1.พื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง 2.พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) 3.พื้นที่ภาคตะวันออก 4.พื้นที่ในฝั่งอ่าวไทย และ5.พื้นที่ในฝั่งอันดามัน รวมถึงจะเสนอครม. พิจารณาร่างกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปิดประมูล2 แหล่งหมดอายุ ทั้ง 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับระบบพีเอสซี
สำหรับการร่างกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับระบบเอสซี อีก 2 ฉบับ จะแล้วเสร็จพร้อมกับการร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเปิดประมูล (ทีโออาร์) แหล่งเอราวัณของบงกช เพื่อนำเสนอครม.พิจารณาอย่างช้าสุดภายใน ส.ค.นี้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการขายทีโออาร์และเปิดประมูลในเดือนส.ค.นี้ จากนั้นกระบวนการประมูลจะใช้เวลา 6-7 เดือน โดยคาดว่าภายในไตรมาสแรกของปี 2561 จะได้ผู้ชนะการประมูลทั้ง 2 แหล่ง หลังจากนั้นผู้ชนะการประมูลจะเริ่มเข้าไปดำเนินการสำรวจฯได้ ในปี 2565 ที่แหล่งเอราวัณ และในปี 2566 จะเข้าดำเนินการแหล่งบงกชใต้
“กรมคาดว่าการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมหมดอายุจะมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลมากกว่า 2 รายเดิม คือบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ประกอบการรายใหม่จากจีน และตะวันออกกลาง แสดงความสนใจที่เข้าร่วมการประมูล 2 แหล่ง แต่ยังรอดูเงื่อนไขทีโออาร์ที่รัฐจะประกาศออกมาให้ชัดเจนก่อน ยอมรับว่ากรมอยากเห็นปตท.สผ.เข้าร่วมประมูลทั้ง 2 แหล่ง ในฐานะเป็นบริษัทของคนไทย” นายวีระศักดิ์ กล่าว
ส่วนการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมจาก 2 แหล่งที่หมดอายุรวม 234 แท่น แบ่งเป็นแหล่งเอราวัณ 179 แท่น และแหล่งบงกช 55 แท่นนั้น จะต้องดำเนินการตามกฎกระทรวงกำหนดแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่าย และหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียมพ.ศ.2559 ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างทดลองรื้อถอน 4 แท่นผลิตในแหล่งเอราวัณ เพื่อนำมาประเมินผลและจะนำไปสู่การกำหนดหลักเกณฑ์การรื้อถอนที่ชัดเจนอีกครั้ง โดยรัฐจะประเมินผลใน 4 ประเด็นหลัก 1.กฎหมายที่มีอยู่สามารถใช้ดำเนินการได้หรือไม่ หรืออาจจำเป็นต้องมีการปรับแก้กฎกระทรวงเพิ่มเติมหรือไม่ 2.การคำนวณราคาค่าใช้จ่าย 3.ด้านดำเนินการด้านเทคนิค และ 4.ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรื้อถอน กรมยังอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการ 2 รายเดิม คือเอราวัณและบงกช ในการวางหลักประกันการรื้อถอน โดยก่อนที่สัมปทานเดิมจะหมดอายุ อีก 2 ปี ในปี 2565-2566 หรือในช่วงปี 2563 กรมจะเข้าไปประเมินมูลค่าทรัพย์สินและกำหนดนั้นตอนที่ชัดเจนอีกครั้งตอน
สำหรับการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ กรมฯอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะใช้ชื่อเรียกว่า การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ตามเดิม หรือเปลี่ยนชื่อตามกฎหมายใหม่ แต่จำนวนแปลงสำรวจยังเป็นไปตามเดิม อยู่ที่ 29 แปลง คาดว่าจะสามารถเปิดได้ในช่วงกลางปี 2561 หลังจากการประมูล 2 แหล่งเสร็จสิ้นลง
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2558-2579 (พีดีพี 2015) จะเห็นความชัดเจนของความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ และทำให้รู้ถึงความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในอนาคต จะนำไปสู่การปรับแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ.2558-2579 (Gas Plan 2015)
ในเบื้องต้น กรมฯ เตรียมเสนอกระทรวงพลังงาน พิจารณานำก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ที่ปัจจุบันจัดส่งก๊าซฯป้อนให้โรงไฟฟ้าจะนะ แห่งที่ 1 และ แห่งที่ 2 ที่ประมาณ 250 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เปลี่ยนไปจัดส่งป้อนเข้าโรงแยกก๊าซ ที่ภาคตะวันออกในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดแทน เนื่องจากก๊าซฯจากแหล่งเจดีเอ มีคุณสมบัติเป็นก๊าซหลักสามารถนำไปแยกเป็นก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยจะลดการนำเข้าแอลพีจีในอนาคต ที่คาดว่าจะต้องนำเข้าแอลพีจี สูงถึง 1 แสนตันต่อปี เพื่อทดแทนก๊าซฯในอ่าวไทยที่ลดลงในปี 2564-2566
ส่วนการจัดหาก๊าซฯมาป้อนโรงไฟฟ้าจะนะ แห่งที่ 1 และ แห่งที่ 2 แทนก๊าซฯจากแหล่งเจดีเอนั้น คาดว่าอาจจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีในรูปแบบคลังลอยน้ำ (เอฟเอสอาร์ยู) มาทดแทน ขณะนี้ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ให้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ศึกษาการนำเข้าแอลพีจีในรูปแบบเอฟเอสอาร์ยู ขนาด 3 ล้านตันต่อ เพื่อมาใช้สำหรับโรงไฟฟ้าจะนะแล้ว แนวทางนี้จะได้รับการอนุมัติหรือไม่นั้น ยังต้องรอให้ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณาความเหมาะสมก่อนคาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ในช่วงปลายปีนี้



