
องค์กรร่วมไทย-มาเลย์เปิดทางปตท.เจรจาซื้อก๊าซฯ ‘เจดีเอ’เพิ่ม
องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียเปิดทาง ปตท.เจรจาซื้อก๊าซฯ ‘เจดีเอ’เพิ่ม
นายวิศรุต ตั้งสุนทรขัณฑ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA)มีกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติพร้อมส่งในแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ)อีก100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งพร้อมให้ประเทศไทยเจรจาต่อรองราคาซื้อก๊าซฯได้ จากสัญญาซื้อขายก๊าซฯปัจจุบัน แหล่งเจดีเอ มีการจัดส่งก๊าซฯให้ประเทศไทยอยู่ที่ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อเสริมความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศไทย
"ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ก๊าซฯมากกว่ามาเลเซีย องค์กรร่วมไทย มาเลเซีย พร้อมจะปรับลดราคาซื้อขายก๊าซฯลง หาก ปตท.ต้องการซื้อ โดยจะต้องมาเจรจาต่อรองราคากันแต่ต้องไม่ต่ำกว่า 4.5 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู หรือไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายในปัจจุบัน”
แหล่งเจดีเอ ดำเนินการผลิตก๊าซฯมาแล้ว 12 ปี มีกำลังผลิตก๊าซฯประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศฟุตต่อวัน ซึ่งตามสัญญาแหล่งนี้จะสามารถผลิตได้จนถึงปี 2572 แต่ยังมีศักยภาพที่จะผลิตต่อเนื่องไปได้อีก10 ปี ขณะที่อัตรการผลิตอาจลดลงหากไม่มีการลงทุนสำรวจและผลิตเพิ่มเติมโดยรัฐบาลไทยและมาเลเซีย ได้มีการหารือร่วมกับว่าจะดำเนินการผลิตก๊าซฯจากแหล่งเจดีเอต่อไปแม้ว่าจะสิ้นสุดสัญญาลง
นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ในเครือบริษัท ปตท. กล่าวว่า บริษัท ได้เปิดให้ผู้รับเหมางานยื่นประมูลโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว หนองแฟบ จ.ระยอง(เทอร์มินอล2) โดยวิธีประมูลราคากลาง ประมาณ 38,500 ล้านบาท รองรับกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ปริมาณ 7.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะปิดรับข้อเสนอในเดือน ก.ค.นี้ และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี2561
ส่วนการจัดทำแบบประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)สถานีรับจ่ายแอลเอ็นจี หนองแฟบนั้น บริษัท ได้จัดทำครอบคลุมการรองรับแอลเอ็นจีรวม 15 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการใช้แอลเอ็นจีของประเทศเนื่องจากก๊าซฯในอ่าวไทยจะมีกำลังการผลิตลดลงในปี2564-2566



