ข่าว

อุตฯรุกพื้นที่สระแก้วหนุนตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี

อุตฯรุกพื้นที่สระแก้วหนุนตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี

30 มิ.ย. 2560

อุตฯรุกพื้นที่สระแก้วหนุนตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี

            นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน“คลินิกเอสเอ็มอีสัญจรแนวประชารัฐ” ครั้งที่ 4 ณ โรงแรมสเตชั่น วัน อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วว่าสำหรับครั้งนี้มีเป้าหมายลงพื้นที่ในจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด ซึ่งอยู่ในกลุ่มยุทธศาสตร์ภาคกลางตอนกลางและตะวันออกที่นับเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีมูลค่าทางอุตสาหกรรมสูงที่สุดในอับดับต้น ๆ ของประเทศ เนื่องจากมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา และยังต่อยอดไปยังเวียดนาม และตลาดโลก

                     นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้เดินหน้าพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดสระแก้ว บทพื้นที่กว่า 660 ไร่ ซึ่งถือเป็นนิคมฯ แห่งแรกในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลได้เดินหน้าในการพัฒนาพื้นที่รองรับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพื่อเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ส่งผลให้ขณะนี้ได้เกิดความร่วมมือของหลายภาคส่วนที่จะนำไปสู่การขยายเส้นทางการค้า และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ผ่านความร่วมมือโครงการประชารัฐ

                      ซึ่งล่าสุดมี พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) “โครงการประชารัฐ OTOP/SMEs/การท่องเที่ยวและนิคมอุตสาหกรรมสระแก้วในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว” ไปแล้ว และคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างนิคมฯ ในราวปี 2561 โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมาย ได้แก่ โลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า อาหารและเกษตรแปรรูป สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น ในส่วนของความพร้อมของพื้นที่จังหวัดสระแก้วนั้นนับว่ามี ความพร้อมมากที่สุดเนื่องจากไม่ติดปัญหาบุกรุก อีกทั้งยังมีความชัดเจนในภาพร่างของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ขณะเดียวกันยังมีสภาพพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชาและมีเงินสะพัดปีละหลายพันล้านบาทจากการค้าชายแดน

                          ดังนั้น จังหวัดสระแก้วจึงเป็นพื้นที่ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ประกาศให้เป็นจังหวัดนำร่อง ตามนโยบายของรัฐบาลในการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งเสริม และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค เพิ่มการจ้างงาน สร้างความ มั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน และทำให้สามารถก้าวสู่การเป็น ประชาคมอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์

                        ในส่วนของด่านชายแดนอรัญประเทศ นับเป็นจุดผ่านแดนถาวร เชื่อมต่อกับจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชาสูงโดยปัจจัยที่ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนด่าน อ.อรัญประเทศ มีทิศทางเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งระบบการคมนาคม โลจิสติคส์ที่ดี ทำให้การนำเข้าและส่งออกเป็นไปด้วยความสะดวก ขณะที่ความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ชายแดนทั้ง 2 ประเทศยังเป็นไปด้วยดี

                       นอกจากนั้นอรัญประเทศยังมีทำเลที่เหมาะสมตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบับ และกรุงเทพฯ ทำให้เหมาะที่จะเป็นช่องทางการค้าและขนส่งสินค้าไปยังกรุงพนมเปญและเวียดนามตอนใต้ได้ รวมทั้งยังสามารถร่วมดำเนินกิจการในลักษณะอุตสาหกรรมการผลิตร่วม (co-production) กับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต-โอเนียง ของประเทศกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็น โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า กล่องใส่เครื่องประดับ และยังมีแนวทางการพัฒนาเป็นศูนย์อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและการขนส่งต่อเนื่องอีกหลายรูปแบบ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับสระแก้วจะทำให้การค้าเติบโตได้อีกมาก

                          นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เผยว่าในส่วนของการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในโครงการ “คลินิกเอสเอ็มอีสัญจรตามแนวประชารัฐ” นั้น ตลาดโลก หลังจากที่เปิดตัวโครงการไปได้ไม่นานขณะนี้มีผู้ประกอบการจากทั่วประเทศยื่นคำขอทั้ง 4 มาตรการแล้ว 9,158 ราย วงเงิน 24,151 ล้านบาท อนุมัติแล้วจำนวน 2,206 ราย ในวงเงิน 5,996 ล้านบาท

                        โดยในส่วนของจังหวัดยุทธศาสตร์ภาคกลางตอนกลางและตะวันออก ที่ประกอบไปด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด ตอนนี้มีผู้ขอความยื่นคำขอรับความช่วยเหลือเข้ามาแล้วจำนวน 316 ราย วงเงิน 875.88 ล้านบาท และได้อนุมัติรวมทุกกองทุนไปแล้ว จำนวน 57 ราย วงเงิน 212 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น จังหวัดสระแก้ว จำนวน 73 ราย อนุมัติไปแล้ว จำนวน 11 ราย วงเงิน 33 ล้านบาท จังหวัด นครนายก จำนวน 22 ราย อนุมัติไปแล้ว จำนวน 4 ราย วงเงิน 12 ล้านบาท จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 83 ราย อนุมัติ ไปแล้ว จำนวน 14 ราย วงเงิน 38 ล้านบาท จังหวัดจันทบุรี จำนวน 66 ราย อนุมัติไปแล้ว จำนวน 19 ราย วงเงิน 91 ล้านบาท และจังหวัดตราด จำนวน 72 ราย อนุมัติไปแล้ว จำนวน 9 ราย วงเงิน 38 ล้านบาท

                     ทั้งนี้ อุตสาหกรรมหลัก ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลางที่สำคัญขึ้นอยู่กับภาคอุตสาหกรรม รองลงมาภาคการขายส่ง การขายปลีก และ การขนส่งเป็นสำคัญ พร้อมทั้งที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาซึ่งจะได้มีการเร่งรัดให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้เราได้นำทีมสื่อมวลชน ร่วมลงพื้นที่ร่วมพูดคุยกับผู้ประกอบการที่ได้รับการอนุมัติความช่วยเหลือ “กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ” จำนวน 1 ราย ที่