ข่าว

2 ส.ค. ศาลฎีกานักการเมืองนัดตัดสินคดีสลาย"ม็อบพธม."

2 ส.ค. ศาลฎีกานักการเมืองนัดตัดสินคดีสลาย"ม็อบพธม."

30 มิ.ย. 2560

ศาลฎีกานักการเมือง นัดพิพากษาคดี ป.ป.ช.ฟ้อง “อดีตนายกฯ สมชาย –บิ๊กจิ๋ว-พัชรวาท อดีตผบ.ตร.-พล.ต.ท.สุชาติ อดีตผบช.น.”คดีสลายม็อบพธม. 2 ส.ค.นี้  

 

          30 ก.ย. 60 - นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เจ้าของสำนวนคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และผู้พิพากษาองค์คณะรวม 9 คน ได้นัดไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้าย คดีหมายเลขดำ อม.2/2558 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี , พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4  ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 295 และ 302 จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 รัฐบาลนายสมชายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่ม พธม.ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา ซึ่งภายหลังมีการสลายการชุมนุมโดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามหลักสากล กระทั่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 471 ราย

          โดยวันนี้ นายสมชาย อดีตนายกฯ จำเลยที่ 1 , พล.ต.อ.พัชรวาท อดีต ผบ.ตร. จำเลยที่ 2 และพล.ต.ท.สุชาติอดีต ผบช.น. จำเลยที่ 3 เดินทางมาฟังการพิจารณา ขาดเพียง พล.ต.อ.ชวลิต จำเลยที่ 2 ที่มีอาการป่วยไม่ได้เดินทางมาศาล ซึ่งศาลอนุญาตให้ไต่สวนลับหลังจำเลยได้            ขณะที่ ทนายความ ได้นำพยานจำเลยขึ้นเบิกความรวม 5 ปาก โดยพยาน 3 ปาก คือ พล.ต.ต.โกสินธ์ บุญสร้าง รอง ผบช.ตชด. (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2551) , พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ หัวหน้าชุดหาข่าวกลุ่มผู้ชุมนุม (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2551) และ พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2551) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ ได้เบิกความถึงสถานการณ์เมื่อวันที่ 6-7 ต.ค.51 สรุปว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการเดินทางจากรัฐสภากลับไปทำเนียบรัฐบาล โดยแกนนำได้เจรจาขอเดินผ่านหน้า บช.น.แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้ไปอีกทาง เพราะกลัวกระทบกระทั่งกันทั้ง 2 ฝ่ายและเข้ามายึด บช.น. แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมและพยายามผลักดัน รื้อลวดหนามผ่านเข้าไป โดยตำรวจไม่ได้ทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย บางรายมีย่าม แต่ไม่ได้สังเกตว่ามีอาวุธหรือไม่ เนื่องจากช่วงเวลานั้นไม่มีแสงสว่างเพียงพอ ซึ่งหลังเหตุการณ์สิ้นสุดลงได้ทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชา โดยไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่พบวัตถุระเบิดหรือเจ้าเหน้าที่บาดเจ็บจากการถูกวัตถุระเบิด แต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บจากกการถูกยิงด้วยอาวุธปืน  

          ส่วนพยานอีก 2 ปาก คือ พล.ต.ต.ภูวดล วุฑฒกนก ผบก.กองพลาธิการและสรรพาวุธ และ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ชาติเชื้อ สารวัตรงานคลังอาวุธและวัตถุระเบิด (ตำแหน่งขณะเกิดเหตุปี 2551) เบิกความถึงการใช้แก๊สน้ำตาสรุปว่า วันดังกล่าวไม่มีการสลายการชุมนุม แต่เป็นการป้องกันที่ตั้งสถานที่ราชการ โดยยอมรับว่ามีการใช้แก๊สน้ำตาที่ผลิตจากจีนเมื่อปี 2538 แต่ไม่มีผลรุนแรงเนื่องจากเป็นแก๊สน้ำตาที่หมดอายุ และแก๊สน้ำตาที่ผลิตจากจีนมีปริมาณดินระเบิด 7 กรัม เพื่อจุดระเบิด แต่ไม่สามารถทำให้ถึงตายได้ ส่วนกรณีที่ยิงไปถูกจุดสำคัญของตัวบุคคลแล้วระเบิดก็อาจเกิดการฉีกขาดได้ แต่โอกาสเกิดน้อยมากเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้น

          ภายหลังไต่สวนพยานเสร็จสิ้น นายสมชาย อดีตนายกฯ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรความยาว 20 หน้าพร้อมกับแถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อศาล ระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีหน้าที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วันหลังได้รับการโปรดเกล้า โดยประธานรัฐสภาได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายในวันที่ 7 ต.ค.51 แต่ช่วงค่ำวันที่ 6 ต.ค.51 ผู้ชุมนุมได้เริ่มเคลื่อนตัวมาปิดล้อมรัฐสภามีจุดประสงค์ไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบาย ตนเห็นว่าเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ หากถูกขัดขวางคณะรัฐมนตรีก็ไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งศาลปกครองเคยวินิจฉัยว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ที่โจทก์กล่าวหาว่าตนกระทำผิดมาตรา 157 โดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งตนไม่ได้กระทำการอันใดที่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายกับผู้ชุมนุม และจากการไต่สวนก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานใดชี้ว่าตนกระทำการโดยมีเจตนาให้เกิดความบาดเจ็บเสียหายกับผู้ชุมนุม

          นายสมชาย เเถลงต่อว่า ในวันที่ 6 ต.ค.51 ตนคาดหมายแล้วว่าหากมีการเเถลงนโยบายอาจการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมจะเกิดความไม่สงบได้ จึงคิดว่าจะต้องมีการเปลี่ยนสถานที่หรือเลื่อนการแถลงนโยบายออกไป  จึงให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสานไปยังประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถทำได้ทั้งสองอย่าง เพราะล่วงเลยเวลาดำเนินการเเละขัดข้อบังคับของสภา ตนจึงเชิญครม.และพล.อ.ชวลิต ในฐานะนายกรัฐมนตรี มาประชุมปรึกษาหาทางออก  ขณะที่มี พล.ต.อ.พัชรวาท จำเลยที่ 3 และ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลสถานการณ์เพื่อรายงานครม.

          โดยตนก็ไม่ได้สั่งการใดๆ เพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของตำรวจ เเละขณะนั้นไม่มีใครเสนอเรื่องการสลายการชุมนุม เเละไม่มีการสลายการชุมนุมเเต่อย่างใด โดยเมื่อครม.ทราบมีคำสั่งของประธานสภาจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการเเถลงนโยบาย หากไม่สามารถเข้าไปในรัฐสภาได้ก็จะให้ฟังคำสั่งประธานสภาอีกครั้ง  และครม.มีมติให้พล.อ.ชวลิต จำเลยที่ 2 ประสานงานร่วมเพื่อให้คำปรึกษาแก้ปัญหาให้เกิดความเรียบร้อย โดยเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นผลการประชุมร่วมเเละเป็นมติ ครม.ไม่ใช่คำสั่งของตน  ในวันรุ่งขึ้นมีการประชุมตามนัดหมาย หลังตนแถลงนโยบายเสร็จมีการติดต่อให้ตนรีบออกจากรัฐสภา เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ตำรวจได้เจรจาผู้ชุมนุมขอให้เปิดทาง และแจ้งกับตนว่าหากไม่เปิดทางมีความจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งตนก็ได้ห้ามไว้เพราะกลัวเกิดความโกลาหลวุ่นวาย เเละเหตุการณ์บานปลาย พร้อมทั้งขอให้แก้ปัญหาด้วยความละมุนละม่อม ซึ่งทาง ผบ.ชน.ก็ได้เเจ้งว่ามีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตามขั้นตอนอยู่เเล้ว เเต่ถ้าไม่ใช้เเก๊สน้ำตาก็จะต้องใช้วิธีปีนกำเเพงที่มีความสูงพอสมควรออกไป ซึ่งหลังการเจรจาไม่เป็นผล ตนก็ตัดสินใจที่จะต้องปีนกำแพงออกไปฝั่งพระที่นั่งวิมานเมฆ ทั้งที่ตนมีสิทธิเสรีภาพของตนเช่นคนอื่น

          นายสมชาย กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวก็เเสดงให้เห็นว่า ตนมิได้มีเจตนาให้เกิดความเสียหาย ซึ่งหลังจากตนออกจากรัฐสภาแล้ว  คิดว่าทุกอย่างจะคงจบ เพราะตนแถลงนโยบายเสร็จและออกจากรัฐสภาเดินทางไปที่กองบัญชาการกองทัพไทย โดยในช่วงที่เกิดเหตุตนไม่ได้อยู่ในสถานที่ดังกล่าว และไม่ได้รับรายงานเหตุรุนแรง เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงเฉพาะหน้าของตำรวจ ไม่ใช่หน้าที่นายกฯ และที่ตำรวจไม่รายงานเข้ามาก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาเคยระบุว่าผู้กระทำผิดตามมาตรา 157 ต้องเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง ตนไม่ได้เกี่ยวข้องเพราะเป็นอำนาจของตำรวจ ส่วนที่กล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ ผู้เสียชีวิตคนแรกขับรถบรรทุกระเบิดเข้ามาด้วยตัวเองและเกิดระเบิดขึ้น ส่วน น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์  เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งตำรวจบอกว่ามีสารซีโฟร์ไม่ใช่แก๊สน้ำตา จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับตน

          นายสมชาย กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาตนได้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รับราชการมาหลายปี เป็นทั้งฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ  ไม่เคยมุ่งร้ายให้ใครเดือดร้อน  มีแต่ทำงานด้วยความประนีประนอม มีหน้าที่ดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้เลือกปฏิบัติ จึงขอได้โปรดพิจารณาให้ความเป็นธรรมด้วย

          ภายหลัง นายสมชาย อดีตนายกฯ แถลงปิดคดีเสร็จสิ้น ศาลได้กำหนดให้ พล.อ.ชวลิต รองนายกฯ , พล.ต.อ.พัชรวาท อดีต ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สุชาติ อดีต ผบช.น.จำเลยที่ 2-4 ยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ ‪20 ก.ค.นี้ หากไม่ยื่นตามกำหนดถือว่าไม่ติดใจ

          โดยศาลกำหนดฟังคำพิพากษา‪ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ‪เวลา 09.30 น. ซึ่งศาลกำชับให้ พล.อ.ชวลิต จำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาตามนัด ทั้งนี้ศาลยังชี้แจงด้วย การนัดฟังคำตัดสินเกิน 7 วันเนื่องจากมีพยานและเอกสารจำนวนมากที่ต้องพิจารณา


          ภายหลัง นายสมชาย อดีตนายกฯ จำเลยที่ 1 ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คดีก็เป็นการต่อสู้ตามขั้นตอนปกติ เพราะเชื่อมั่นว่าตนไม่ผิด ส่วนการสืบพยานดำเนินไปอย่างเรียบร้อย เพราะทีมกฎหมายทำงานเต็มที่ ท้ายสุดการวินิจฉัยเป็นอำนาจของศาล อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากระบวนการดำเนินไปตามปกติ ไม่มีวิธีใดแตกต่างจากคดีอื่นเป็นพิเศษ ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายตนแสดงความบริสุทธิ์ตามพยานหลักฐาน โดยตนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม