ข่าว

"สนช."มีมติรับหลักการกม.กสม. ตั้งกมธ.ร่วมถกร่างกม.กกต.

"สนช."มีมติรับหลักการกม.กสม. ตั้งกมธ.ร่วมถกร่างกม.กกต.

30 มิ.ย. 2560

สนช.มีมติรับหลักการกม.กสม. ตั้งกมธ.ร่วมถกร่างกม.กกต.

            30 มิ.ย. 60 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน โดยได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นผู้เสนอ โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ กำหนดให้มี กสม. จำนวน 7 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

            ทั้งนี้ กสม. จะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ประจักษ์ในด้านต่าง ๆ จํานวน 5 ด้าน อย่างน้อยด้านละ1 คนแต่จะเกินด้านละ 2 คนไม่ได้ ได้แก่ 1.ด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี 2.ด้านการสอนหรือทํางานวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในระดับอุดมศึกษามาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี 3.ด้านกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ 4.ด้านการบริหารงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และ5.ด้านปรัชญา วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของไทยเป็นที่ประจักษ์ที่จะยังประโยชน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี

            ในส่วนอำนาจหน้าที่ของ กสม. นั้นมาตรา 34 กำหนดให้เมื่อความปรากฏต่อ กสม. ไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียนหรือไม่ก็ตามว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นให้คณะกรรมการตรวจสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและทําความจริงให้ปรากฏโดยไม่ล่าช้า และต้องศึกษาและวิเคราะห์ให้ทราบถึงสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาและป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องนั้นหรือลักษณะเดียวกันนั้นขึ้นอีก

            เช่นเดียวกับมาตรา 37 กำหนดให้ กําหนดให้ในกรณีที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเรื่องใดเป็นความผิดอาญา และผู้เสียหายไม่อยู่ในฐานะที่จะร้องทุกข์หรือกล่าวโทษด้วยตนเองได้ให้กสม.หรือผู้ซึ่งกสม.มอบหมายมีอํานาจร้องทุกข์หรือกล่าวโทษได้ นอกจากนี้ ในมาตรา 38 ยังบัญญัติให้กสม.ผู้ใดพบเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจําเป็นต้องดําเนินการโดยเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะเป็นภยันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่มีทางเยียวยาได้ในภายหลัง กสม.ผู้นั้นอาจแจ้งให้หน่วยงานของรัฐให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายตามหน้าที่และอํานาจของหน่วยงานนั้นได้แล้วแจ้งให้คณะกสม.ทราบ

            ขณะที่บทเฉพาะกาลในมาตรา 60 กําหนดให้ประธาน กสม. และกรรมการ กสม. ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานกสม.และกรรมการกสม.ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

            จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยสมาชิกได้มีการสอบถามถึงการเซ็ตซีโร่ กสม. และสอบถามสถานะของ กสม. ว่าเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ชี้แจงว่า การพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว  กรธ. ได้ยึดหลัก 2 ประการ คือ หลักการตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560  และหลักการกรุงปารีส ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีเครือข่าย จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักการที่ได้กำหนดไว้  เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ นับถือของนานาชาติ  การเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระก็แตกต่างเพราะแต่ละองค์กร มีปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจัดทำบทเฉพาะกาล จึงเป็นไปตามความจำเป็นของแต่ละองค์กร แต่โดยหลักแล้วที่ กรธ. ยึดถือคือ คณะกรรมการองค์กรอิสระองค์กรใดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนก็ให้อยู่ต่อไป  แต่ถ้าขาดคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ให้พ้นจากตำแหน่งเว้นแต่องค์กรใดที่มีกรณีเป็นพิเศษ กรธ.ก็บัญญัติให้แตกต่างออกไป ซึ่ง กสม. ของประเทศไทย ในสายตาของนานาชาติถูกลดสถานะ จากเกรด เอ เป็นเกรด  บี  

            แม้คณะกรรมการ กสม. ชุดนี้ อยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2558 มาจนถึงปัจจุบันก็ยังตกอยู่ในสถานะดังกล่าว อีกทั้งกระบวนการในการสรรหายังไม่เป็นที่ยอมรับของสากล โดยอ้างว่า ไม่เปิดกว้าง ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และไม่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมดังนั้น ไม่ว่าคุณสมบัติของ กสม.ในชุดปัจจุบันจะครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสากล เพราะ ถือว่าที่มาของคณะกรรมการ กสม.มาจากกฎหมายเดิม จึงจำเป็นที่จะต้องสรรหาให้ทั้งคณะ ในส่วนของสถานะของกสม.นั้น เดิม กสม.เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ใช่องค์กรอิสระ แต่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดให้กสม.เป็นองค์กรอิสระตามมาตรา 246  ภายหลังอภิปรายเสร็จสิ้นแล้วที่ประชุมได้มีมติรับหลักการด้วยคะแนน 190 เสียง พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 24 คนเพื่อพิจารณาในรายละเอียด มีกำหนดเวลาในการทำงานให้เสร็จภายใน 45 วันก่อนส่งกลับมายังที่ประชุมสนช.เห็นชอบอีกครั้ง

            ต่อมาที่ประชุม สนช. ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่างสนช. กรธ. และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.)จำนวน 11 คน เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ภายหลัง กกต. มีความเห็นว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีข้อความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 11 คนประกอบด้วย 1.นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. 2.นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ 3.นายตวง อันทะไชย 4.นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. 5.นายสมชาย แสวงการ 6.พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ 7.นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. 8.นายประพันธ์ นัยโกวิท 9.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ 10.นายภัทระ คำพิทักษ์ และ 11.นายศุภชัย ยาวะประภาษ โดยมีกำหนดประชุนัดแรกในวันที่ 4 ก.ค. เวลา 09.30 น.