ข่าว

"วิษณุ"ลั่นเจตนารมณ์ ม.77 หวังไทยมีข้อมูลตัดสินใจ

"วิษณุ"ลั่นเจตนารมณ์ ม.77 หวังไทยมีข้อมูลตัดสินใจ

30 มิ.ย. 2560

"วิษณุ"ลั่นเจตนารมณ์ ม.77 หวังไทยมีข้อมูลตัดสินใจกัน ลับ ลวง พลาง ขีดเส้นแนวทางตรากม.-บริหารราชการแผ่นดินให้รัฐบาลเดินตามหวังให้ได้ชื่อเป็นเด็กดี

       30 มิ.ย.60 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล นายวิษณุ  เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ทิศทางของการดำเนินการตามมาตรา 77” ในการฝึกอบรมหลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่นักกฎหมายกฤษฎีกา รุ่นที่ 1 ตอนหนึ่งว่า มาตรา77ในรัฐธรรมนูญ เขียนเพื่อกำหนดแนวนโยบายของรัฐหรือหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะด้านกฎหมายต้องทำ 2 ประการ คือเป็นแนวทางตรากฎหมายและแนวนโยบายบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ความตั้งใจเพื่อให้รัฐดำเนินการตาม แต่ถ้าไม่ทำตาม แต่มีข้อแก้ตัวดี ๆ ก็ได้ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย และการจะฟ้องร้องรัฐก็ต้องดูสถานการณ์และเจตนาผู้ฝ่าฝืน 

        นายวิษณุ กล่าวว่า ม.77 เขียนไว้แค่แก่น มีช่องให้พรรคการเมืองคิดหรือปรับนโยบายให้เข้ากับรัฐธรรมนูญ ม.77 ใครมาเป็นรัฐบาลต้องตระหนักทำให้สอดคล้องเท่าที่จะทำได้ ไม่ได้บังคับเด็ดขาด เป็นการชักชวนให้ทำเท่าที่จะทำได้ น้ำหนักเนื้อหาจึงไม่รุนแรงสาหัส แต่รัฐต้องพยายามทำตามเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นเด็กดี

         "บิ๊กตู่"นักอ่านไลน์เห็นหมดกระทรวงไหนไม่แจง กม.ใหม่ ปชช.

          นายวิษณุ กล่าวว่า นโยบายทั่วไปด้านกฎหมาย ตาม ม.77 วรรค 1 กำหนด 3 ประเด็นสำคัญคือ 1.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพึงออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น จะมีการถามเหตุผลทุกขั้นตอน ถ้าบอกว่าเรื่องนั้นๆ มีปัญหามานานแล้วแต่ทำไมถึงเพิ่งคิดออกกฎหมาย ที่ผ่านมาอยู่กันได้อย่างไร 2.กระบวนการออกกฎหมาย รัฐพึงต้องปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัยสอดคล้องสถานการณ์ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน และ 3. เนื้อหากฎหมาย ต้องเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงโดยสะดวก และอธิบายกฎหมายให้เข้าใจง่าย ต้องใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ 

         นายกฯ เข้มงวดเรื่องนี้ เพราะท่านเป็นนักอ่านไลน์ อ่านหมดใครที่ส่งอะไรมา บางเรื่องอดไม่ได้ก็บอกในครม. นายกฯ จะเห็นเลยว่าบางกระทรวงละเลย เมื่อออกกฎหมายมา กระทรวงไม่เคยออกมาพูดเลย หรือถ้ามีอธิบาย 2 บรรทัดจบ มันไม่ได้ความ เช่น พ.ร.บ.การเดินทางในน่านน้ำไทย ที่บอกว่าใครรุกล้ำลำน้ำต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ภายใน 4 เดือน ตั้งแต่กฎหมายบังคับใช้ แต่ประชาชนไม่รับรู้ หรือรู้แต่ไม่แจ้งดีกว่าเพราะอาจถูกปรับถูกรื้อถอน จึงถือว่าเป็นทุกขภัย เลยปล่อยให้กรมเจ้าท่าตามมาเจอเองดีกว่า ทั้งที่กฎหมายมีข้อยกเว้นโดยสามารถอนุโลมให้บางกรณี นี่เป็นปัญหาจากการไม่สามารถสร้างความเข้าใจได้
          เผยกระบวนการตรากม.ภาระหนัก อยู่ที่"กฤษฎีกา"เรียกเอกชน ฟังความเห็นได้ แต่ใช่จะต้องเชื่อฟัง

          "วรรค2ของ ม.77 คือ นโยบายเกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมาย ทั้งก่อนและหลังกฎหมายประกาศใช้ ภาระหนักอยู่ที่กฤษฎีกา ก่อนตรากฎหมายต้องจัดรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้อง ไม่ถึงขนาดประชาพิจารณ์ หรือประชามติ เอาขึ้นเว็บไซต์ให้คนโต้ตอบก็ได้ ถ้าไม่มีคนตอบก็ช่วยไม่ได้ วันนี้รัฐบาลพยายามทำให้เกิดเว็บไซต์กลางขึ้นโดยสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ จะได้ไม่ได้ไปไล่ดูเว็บฯ แต่ละกระทรวง และหลังกฎหมายใช้แล้วต้องวิเคราะห์ผลกระทบที่เป็นระบบ ดังนั้น กฤษฎีกาสามารถเชิญหน่วยงานที่นอกเหนือจากหน่วยงานรัฐมารับฟังความเห็นได้ เช่น สภาอุตฯ สภาหอการค้าฯ หรือเอกชนที่ร่วมโครงการประชารัฐ" นายวิษณุ กล่าวและว่า

          "สิ่งที่น่าห่วง ถ้ากระทรวงจะทำกฎหมายฉบับหนึ่ง มีการฟังความเห็นแล้วพบว่า มีเสียงไม่เห็นด้วย ผมบอกไปแล้วการให้รับฟังไม่ได้หมายความว่าเชื่อฟัง แต่ต้องบันทึกความเห็นที่ไม่เห็นด้วยนั้นไว้ เพราะขั้นตอนสุดท้ายผู้เกี่ยวข้องอาจกลับมาเห็นด้วยภายหลัง ดังนั้น เจตนาของม.77 เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ให้ลับ ลวง พลาง" 

           นายวิษณุ กล่าวว่า เนื้อหากฎหมายตาม วรรค3 ของ ม.77 รัฐบาลต้องการให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญใส่ใจ 5 เรื่อง ได้แก่ 1.รัฐธรรมนูญไม่อยากเห็นการใช้ระบบกรรมการ เพราะจะเกิดความล่าช้า สิ้นเปลือง 2.ระบบอนุญาตจะใช้วิธีอื่นได้หรือไม่ 3.กรณีให้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ 4.ระยะเวลาปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ต้แงชัดเจน และ5. การกำหนดโทษอาญา พึงกำหนดในความผิดร้ายแรง อย่าพร่ำเพรื่อ