ข่าว

สภาทนาย เอาจริง!! เรียกสอบทนาย ยักเงินล้านลูกความ

สภาทนาย เอาจริง!! เรียกสอบทนาย ยักเงินล้านลูกความ

29 มิ.ย. 2560

“เลขาธิการสภาทนายความฯ”ระบุพร้อมตรวจสอบทนายอาสาทำคดีรถพ่วงชน ยักเงินล้านผู้เสียหายไป ย้ำหากผิด“ตระบัดสินลูกความ”โทษสูงสุดต้องถูกลบชื่อบัญชีสภาทนาย

 

          29 มิ.ย. 60 - นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา  เลขาธิการสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏข่าว “ นาย พ.” (นามสมมติ) ทนายความ รับอาสาว่าความคดีที่ครอบครัวน้องบีม อายุ 14 ปี ผู้พิการขาทั้งสองข้างต้องนั่งรถเข็นวีลแชร์ อดีตผู้แสดงในภาพยนตร์โฆษณาของบริษัทประกันชีวิต ชุดนักร้องประสานเสียง “เคเซลา” ถูกรถพ่วง 18 ล้อชนรถกระบะที่ครอบครัวน้องบีมนั่งโดยสารมาเมื่อวันที่ 10 ก.พ.48 ที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี แต่เมื่อครอบครัวน้องบีม มอบอำนาจให้ นาย พ. รับเงินค่าเสียหายที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี สั่งบริษัทรถพ่วง 18 ล้อจ่ายเมื่อปี 2557 ครอบครัวกลับได้รับเงินเพียง 280,000 บาทจากจำนวน 5 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือ นาย พ. ยังบ่ายเบี่ยงไม่นำมาให้ ว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นจากสารบบยังไม่พบผู้เสียหาย เข้ามาร้องเรียนว่าถูกทนายความที่ช่วยเหลือ ยักยอกเงินผู้เสียหายไป แต่ขณะนี้ได้ประสาน นายสุนทร ทรัพย์ตันติกุล ประธานกรรมการมรรยาท สภาทนายความ เรียก นาย พ. มาสอบถามถึงข้อเท็จจริง ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นทนายความกับสภาทนายความ หากผลสอบออกมาว่า นาย พ.ยักยอกเงินตามที่ผู้เสียหายกล่าวหาจริงคือ “ตระบัดสินลูกความ” ก็จะมีบทลงโทษสูงสุดคือการลบชื่อออกจากสารบบสภาทนายความ นอกจากนี้จะถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ผู้อื่นด้วย

          เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวอีกว่า สภาทนายความ จะเชิญเจ้าของบริษัทรถบรรทุกมาสอบถามด้วยว่า ได้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายไปจริงหรือไม่ โดยจ่ายให้กับใคร มีใครเซ็นชื่อรับเงินไป  เมื่อใด จำนวนเท่าใด พร้อมกับจะตรวจสอบผลคดีที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยว่ามีคำพิพากษาอย่างไร โดยเมื่อตรวจสอบทุกด้านแล้ว ความจริงทั้งหมดจะปรากฏชัดเจนขึ้น เรื่องนี้สภาทนายความต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด  เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความเสื่อมเสีย และความเสียหายอย่างมาก อย่างไรก็ดีหากต้องมีการยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายคืนจากการถูกนำเอาเงินไปโดยมิชอบ สภาทนายความจะจัดเตรียมทนายความอาสาไว้คอยช่วยเหลือผู้เสียหายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทั้งการฟ้องคดีทางแพ่ง และความผิดทางอาญาข้อหาลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์  ฉ้อโกงทรัพย์ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชนตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ทนายความฯ เนื่องจากผู้เสียหายมีฐานะยากจนไม่มีทรัพย์เพียงพอในการต่อสู้คดี

          เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวย้ำว่า ส่วนที่ นาย พ. อ้างว่าเป็นทนายความอาสานั้น เป็นการเข้าใจผิดเพราะนายจอดำเนินการส่วนตัวด้วยตัวเอง โดยที่สภาทนายความไม่ทราบเรื่องมาก่อน และไม่ได้จัดให้ นาย พ. เป็นทนายความอาสาจากสภาทนายความเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายแต่อย่างใด

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีของครอบครัวที่น้องบีมนั้น ได้ปรากฏเป็นข่าวว่า จากอุบัติรถพ่วง 18 ล้อ ได้ชนเข้ากับรถกระบะที่ครอบครัวน้องบีมโดยสารมา ทำให้นายอรุณรัตน์ แก้วผ่อง บิดาของน้องบีม เสียชีวิตคาที่ ส่วนน้องบีมได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกทับไขสันหลัง ทำให้พิการไม่สามารถเดินได้ และภายหลังศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำพิพากษาให้บริษัทรถพ่วง 18 ล้อชดใช้ค่าเสียหาย นางพรทิพย์ จันทรัตน์ มารดาน้องบีม มอบอำนาจให้ นาย พ. (นามสมมติ) ทนายความที่รับอาสาช่วยเหลือทางคดีเป็นผู้รับเงินแทน ตามที่คู่กรณีแบ่งชดใช้ให้เป็นงวดๆ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2557 ครอบครัวของน้องบีมได้รับเงินชดมาเพียง 280,000 บาท และเคยทวงถาม นาย พ.ถึงเงินส่วนที่เหลือแต่กลับบ่ายเบี่ยงโดยนาย พ. เคยยอมรับว่าจะหาเงินมาใช้ให้พร้อมกับจะขอขมา แต่สุดท้ายก็ไม่เคยได้รับการติดต่ออีกเลย แล้วเมื่อนางพรทิพย์สอบถามไปยังบริษัทรถพ่วงจึงทราบว่าได้จ่ายเงินค่าเสียหายให้ไปแล้ว 5 ล้านบาท ขณะที่น้องบีม กลับมีความเป็นอยู่อย่างลำบากต้องนั่งรถเข็นขายของ อยู่ในวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี