ข่าว

รบ.ดันประชานิยมซื้อใจรากหญ้าขึ้นทะเบียนคนจน

รบ.ดันประชานิยมซื้อใจรากหญ้าขึ้นทะเบียนคนจน

15 ก.ย. 2552

รัฐบาลเตรียมดันมาตรการประชานิยมซื้อใจกลุ่มรากหญ้าอีกรอบภายในสิ้นปี สั่ง 2 แบงก์รัฐเร่งขึ้นทะเบียนคนจนอีกระลอก เชื่อหลังวิกฤติเศรษฐกิจทำลูกหนี้ใหม่พุ่ง หวังเข็นมาตรการรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบ ตัดหนี้สูญบางส่วนช่วยลูกหนี้หลุดพ้นวงเวียนหนี้สิน พร้อมเล็งเพิ่มเงิน

จากปัญหาหนี้นอกระบบที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากกระแสข่าวการติดตามทวงหนี้ของกลุ่มนายทุนที่ใช้ความรุนแรงจนลูกหนี้ได้รับบาดเจ็บนั้น ล่าสุดรัฐบาลออกมารับลูกการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ภายในสิ้นปีนี้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบแก่กลุ่มประชาชนระดับรากหญ้าขนานใหญ่ ที่ผ่านมาได้หารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน กระทรวงการคลัง แล้ว พบว่าขณะนี้มีการติดตามทวงหนี้โหดเพิ่มมากขึ้น และลูกหนี้นอกระบบไม่สามารถออกจากวงเวียนหนี้สินที่ถูกคิดอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วได้ จึงมีแนวคิดว่า จากนี้ต่อไปจะให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาขึ้นทะเบียนลูกหนี้นอกระบบใหม่ ต่อเนื่องจากปี 2549 ที่กระทรวงมหาดไทยได้ขึ้นทะเบียนคนจนไว้แล้ว

 "เพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มนี้ได้ลืมตาอ้าปากและหลุดพ้นจากวงเวียนหนี้สินที่คิดอัตราดอกเบี้ยแพงมาก กระทรวงการคลังจะให้ลูกหนี้มาขึ้นทะเบียนกับธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. เพราะต่อจากนี้ไปทั้ง 2 แบงก์จะต้องมาสานต่อนโยบายรับรีไฟแนนซ์ (ปรับโครงสร้างหนี้) หนี้ของลูกหนี้กลุ่มนี้แทน โดยมาตรการที่จะออกมาคือ อาจจะตัดหนี้สูญให้บางส่วน (แฮร์คัท) และปล่อยกู้ใหม่ คิดดอกเบี้ยต่ำกว่ามาก" นายกรณ์ กล่าว

 นายกรณ์ กล่าวว่า กลไกหลักที่ธนาคารออมสิน และธ.ก.ส. จะเข้ามาสานต่อนั้น จะเริ่มตั้งแต่ขึ้นทะเบียนใหม่ ซึ่งคาดว่า 2 แบงก์จะตรวจสอบข้อมูลได้ดี เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนระดับรากหญ้าและเกษตรกรรายย่อยอยู่แล้ว จากนั้นจะรับซื้อหนี้โดยเจรจาต่อรองหนี้จากเจ้าหนี้เดิม รวมถึงปล่อยสินเชื่อเพิ่มในอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยจะประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ว่าอยู่ในระดับใด ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อป้องกันกลายเป็นหนี้สูญ และไม่กลับไปสู่การกู้ยืมเงินนอกระบบอีกในอนาคต

 อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้ขึ้นทะเบียนคนจนไว้แล้วตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งมีทั้งในระบบและนอกระบบ และส่งต่อมายังศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน มีจำนวนทั้งสิ้น 5 ล้านราย โดยกลุ่มหนี้นอกระบบมีประมาณ 2 แสนราย หรือคิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ได้รับการแก้ไขแล้ว 1 แสนราย หรือ 6,000 ล้านบาท ยังเหลืออีก 1 แสนราย ซึ่งยังไม่รวมถึงลูกหนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในรอบปีที่ผ่านมา จึงต้องลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด

 นายกรณ์ยังกล่าวด้วยว่า เพื่อให้การแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน ได้หารือกับกระทรวงยุติธรรมที่เป็นเจ้าของร่าง พ.ร.บ.ควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตว่าจะสามารถนำกฎหมายฉบับดังกล่าวมารวมกับร่าง พ.ร.บ.การติดตามทวงหนี้อย่างเป็นธรรม ของกระทรวงการคลังได้หรือไม่ เนื่องจากเนื้อหาสาระมีความใกล้เคียงกันมาก และเพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาหนี้ของประชาชนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย หากกฎหมายมีความพร้อมก็สามารถเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ทันที โดยคาดว่าจะเสนอได้ในเร็วๆ นี้

 ส่วนกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของกระทรวงการคลังในการผ่อนเกณฑ์เอ็นพีแอล หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้นั้น ยืนยันว่า เป็นข้อเสนอที่ต้องการริเริ่มกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐเท่านั้น เนื่องจากบทบาทของแบงก์รัฐคือต้องดูแลและช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ขณะที่บทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่ ธปท.กำกับดูแลมีหน้าที่ทำกำไรเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ได้มีนโยบายไปยังแบงก์รัฐแล้วว่า หากพิจารณาพบว่ามีโครงการสินเชื่อใดที่จำเป็นต้องยืดระยะเวลาเอ็นพีแอลออกไป เพื่อรองรับกับความสามารถชำระหนี้ของลูกค้า เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ลูกค้าเป็นเกษตรกร อาจมีรอบของฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ต้องใช้เวลา ก็อาจจำเป็นต้องยืดเวลาเอ็นพีแอลออกไป เช่น จาก 3 เดือนเป็น 6 เดือนหรือ 1 ปี ก็สามารถดำเนินการได้ทันที

 "การให้ยืดเวลาของการคิดเอ็นพีแอลออกไปจะให้เฉพาะบางโครงการสินเชื่อเท่านั้น ไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมด โดยแต่ละแบงก์รัฐหากจะทำต้องเสนอแยกบัญชีสินเชื่อตามนโยบายรัฐ เพื่อมิให้เกิดความหละหลวมหรือเสี่ยงต่อการปล่อยสินเชื่อโดยรวม ซึ่งขณะนี้มีความจำเป็นต้องทำ เพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อน และไม่ได้คิดจะให้ธนาคารพาณิชย์ทำ เพราะรู้อยู่ว่าหากเศรษฐกิจฟื้น ความเสี่ยงของการปล่อยสินเชื่อน้อยลงแบงก์พาณิชย์ก็จะเข้ามาปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น" นายกรณ์ กล่าว

 นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังกล่าวถึงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ แนะให้รัฐบาลดำเนินการรัฐสวัสดิการเพื่อดูแลประชาชนกลุ่มรากหญ้าให้มีสวัสดิการเพิ่มขึ้นว่า ที่ผ่านมารัฐบาลก็ดำเนินการไปบ้างแล้ว ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรกที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นนโยบายประชานิยม เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินอุดหนุน อสม. หรือเช็คช่วยชาติ แต่การจะดำเนินการทั้งระบบเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมาก ขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะติดข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณที่มีไม่เพียงพอ

 ส่วนกรณีของผลตอบแทนของกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ที่ได้รับการเรียกร้องเข้ามานั้น ยืนยันว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดสรรผลตอบแทนโดยการปรับเพิ่มเงินเดือนไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ในปีงบ 2553 รัฐบาลคงไม่สามารถจัดสรรให้เพิ่มได้ เนื่องจากรายได้ลดลงและเศรษฐกิจยังจำเป็นต้องใช้งบลงทุนเข้าไปช่วยกระตุ้น แต่คาดว่าในปีงบประมาณ 2554 รัฐบาลจะเพิ่มผลตอบแทนให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้อีกรอบตามที่เสนอมา เพราะน่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวเต็มที่

 นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.สมุครสาคร เพื่อประชุมติดตามผลการปฏิบัติการและเสนอแนะแนวทางความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. จ.สมุทรสาคร ว่า รัฐบาลพร้อมจะจัดสรรงบประมาณให้ จ.สมุทรสาคร ด้วยความเป็นธรรม แม้จะเป็นจังหวัดที่ทำรายได้เข้าประเทศมากเป็นลำดับสองรองจากกรุงเทพฯ หรือปีละกว่า 7 แสนล้านบาท แต่การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาประเทศก็ไม่สามารถจัดสรรให้ตามพื้นที่การหารายได้ เพราะยังมีอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศที่ยังขาดโอกาสและสาธารณูปโภค ซึ่งรัฐจำเป็นจะต้องจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมและเท่าเทียมทั่วประเทศ