วันนี้ในอดีต...ศึกหนีบัลลังก์ "ทีมที่ห่วยที่สุดในโลก"
วันนี้เมื่อ 15 ปีก่อน นอกจากจะเป็นนัดชิงเวิลด์คัพ 2002 แล้ว ในอีกมุมของโลกก็มีแมตช์ที่เข้มข้นไม่แพ้กัน นั่นคือศึกดวลกันของทีมยอดแย่ "ภูฏาน vs มอนเซอร์รัต"
จากการที่ทีม "อัศวินสีส้ม" ฮอลแลนด์ ไม่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2002 ทำให้สองเพื่อนซี้ มัทไธจส์ เดอ ยองห์ และ โยฮันน์ คราเมอร์ พนักงานบริษัทโฆษณาชาวดัตช์รู้สึกเซ็งอย่างมากที่โปรแกรมลาพักร้อนไปเชียร์ทีมบ้านเกิดถึงดินแดนอาทิตย์อุทัยมีอันต้องล่มลงไป ทั้งคู่เลยตัดสินใจ "แก้เซ็ง" ด้วยการพยายามจัดแมตช์กระชับมิตรของทีมชาติที่ได้ชื่อว่า "ห่วย" ที่สุดในโลก คือ ทีมชาติภูฏาน และ ทีมชาติมอนต์เซอร์รัต สองทีมที่มีอันดับต่ำที่สุดจากการจัดอันดับของฟีฟ่าในขณะนั้น โดย "ภูฏาน" ยังไม่เคยชนะใครเลยนับตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้งทีมชาติขึ้นมาในปี 1982 ขณะที่ "มอนเซอร์รัต" ประเทศหมู่เกาะเล็กๆในแถบแคริบเบียน ก็ชนะแค่ 2 นัดเท่านั้นในรอบกว่า 50 ปี
เมื่อไอเดียบังเกิด ทั้งคู่รีบติดต่อสมาคมฟุตบอลของทั้งสองประเทศทันทีเพื่อให้แมตช์นี้เกิดขึ้นให้ได้ โดยแม้ในตอนแรกทั้งสองชาติจะไม่เห็นด้วยเนื่องจากมองว่าเป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ที่จะมาจัดแข่งกันแบบนี้ แต่สุดท้ายก็ตกลงมาแข่งกันเนื่องจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศมองว่าการมีแมตช์นี้น่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ประเทศตัวเองได้
ในที่สุด แมตช์พิเศษดังกล่าวก็จัดขึ้นโดยแข่งกันที่สนาม ชางลิมิทัง สเตเดียม สนามที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,300 เมตร ที่ตั้งอยู่ ณ กรุงทิมพู เมืองหลวงของภูฏาน ในวันที่ 30 มิ.ย. 2002 ซึ่งเป็นวันเดียวกับนัดชิงชนะเลิศ เวิลด์ คัพ 2002 ระหว่างบราซิลกับเยอรมนีนั่นเอง ท่ามกลางผู้ชมกว่า 15,000 คน และมี สตีฟ เบนเน็ตต์ เชิ้ตดำจากอังกฤษ ให้เกียรติมาลงทำหน้าที่ตัดสิน
ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมชาติภูฏาน เป็นฝ่ายถล่ม มอนต์เซอร์รัต ไปขาดลอย 4-0 โดย วังเก ดอร์จี ทำแฮตทริคในนาทีที่ 4, 67 และ 78 ส่วนอีกประตูได้จาก ดีเนช เชตรี ในนาทีที่ 76 ซึ่งก็ทำให้ทีมชาติภูฏานคว้าชัยชนะแมตช์แรกนับตั้งแต่ก่อตั้งทีมได้สำเร็จ และเป็นครั้งแรกเช่นกันทีมภูฏานไม่เสียประตูในการแข่งขันระดับชาติ ขณะที่ มอนต์เซอร์รัต มีการบันทึกไว้ว่าพวกเขาได้โอกาสง้างเท้ายิงแค่ครั้งเดียวตลอดทั้ง 90 นาที
ทั้งนี้ แมตช์ดังกล่าว ได้มีการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีด้วย โดย โยฮันน์ คราเมอร์ รับหน้าที่กำกับ ใช้ชื่อว่า "The Other Final" ซึ่งสารคดีดังกล่าวก็ไปคว้ารางวัล "สารคดียอดเยี่ยม" ของงาน อาวีญง ฟิล์ม เฟสติวัล เมื่อปี 2003 รวมถึงได้รับรางวัลสารคดีที่ถูกกล่าวถึงเป็นพิเศษ ของงาน เบอร์มิวด้า อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม เฟสติวัล ในปีเดียวกันอีกด้วย
(คลิป Youtube // user: naufaldi pratama)



