
จี้อุตฯอาหารเร่งพัฒนาเทคโนฯ หนุนส่งออก
สถาบันอาหารจี้ผู้ประกอบการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้ากลุ่มอาหารให้ตรงความต้องการตลาดโลกที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพมากขึ้น หนุนตลาดส่งออกไทย
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวในการเสวนาเรื่อง "การสร้างคุณค่ากับอุตสาหกรรมอาหารของไทย" ว่า ไทยส่งออกสินค้าอาหารสูงถึงปีละประมาณ 7 แสนล้านบาท โดยตลาดหลัก ได้แก่ สหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ที่ยังคงมีกำลังซื้อสูง และเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหารสำคัญของโลก รวมทั้งตลาดใหม่ที่มีอนาคต โดยเฉพาะรัสเซียและทวีปแอฟริกา
สินค้าเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพการผลิตป้อนตลาดโลกมี 10 สินค้า คือ น้ำผลไม้ ชาสมุนไพร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากผลไม้เมืองร้อน ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง อาหารขบเคี้ยวจากแป้งข้าว อาหารทะเลแปรรูป ไก่ปรุงสุก อาหารขบเคี้ยวกินเล่นจากผลไม้ ซอสปรุงรส และผลิตภัณฑ์อาหารไทยพร้อมบริโภค
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีนี้ พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้บริโภคหันมาเน้นให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร การมุ่งเน้นเรื่องสุขภาพ ประกอบกับลักษณะทางโครงสร้างประชากรกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น และกำลังจะกลายเป็นผู้บริโภค กลุ่มใหญ่ที่สุดในตลาดโลก สิ่งเหล่านี้อุตสาหกรรมอาหารไทยจำเป็นต้องปรับตัวผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงให้ได้ โดยจะต้องมีการปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องจักรให้สามารถผลิตสินค้าอาหารให้ได้ตามที่ตลาดต้องการ
สำหรับภาพรวมการส่งออกสินค้าอาหารของไทยนั้น ในช่วงต้นปีได้ประเมินว่าจะการส่งออกจะติดลบ 15-20% แต่จากการประเมินใหม่ คาดว่าทั้งปีจะติดลบลดลงเหลือ 8% มูลค่าส่งออกรวม 7.22 แสนล้านบาท จากปีก่อน 7.78 แสนล้านบาท ส่วนปี 2553 คาดว่ายอดส่งออกจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.5 แสนล้านบาท และสินค้าส่งออก 50% จะเป็นวัตถุดิบ จึงอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเสถียรภาพเงินบาทให้เคลื่อนไหวที่ 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนการที่ไทยต้องเปิดตลาดสินค้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) โดยจะต้องลดกำแพงภาษีลง อาจทำให้มีสินค้าคุณภาพต่ำเข้ามา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการปกป้องคนไทยให้ได้รับสินค้าที่มีมาตรฐานด้วย



