ข่าว

โรงสีเตือนรัฐเร่งขึ้นทะเบียนชาวนาเปิดช่องเกิดการสวมสิทธิ์

โรงสีเตือนรัฐเร่งขึ้นทะเบียนชาวนาเปิดช่องเกิดการสวมสิทธิ์

15 ก.ย. 2552

นายกสมาคมโรงสีเตือนรัฐบาลเร่งรีบขึ้นทะเบียนเกษตรกร อาจนำไปสู่การสวมสิทธิ์ ทำให้ต้องใช้เงินชดเชยจำนวนมหาศาล ด้าน "กอร์ปศักดิ์" กำชับขึ้นทะเบียนให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ พร้อมเจียดงบ 50 ล้านประชาสัมพันธ์โครงการ

 นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังหารือร่วมสมาคมโรงสีข้าวไทยถึงโครงการประกันราคาข้าวนาปี ปีการผลิตปี 2552/2553 โดยขอความร่วมมือโรงสีให้รับซื้อข้าวจากเกษตรกรตามราคาประกาศ พร้อมสั่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อโรงสี

 อย่างไรก็ตาม สมาคมโรงสีกังวลเกี่ยวกับการส่งออกข้าว จึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามารับซื้อข้าวจากโรงสี ขายต่างประเทศแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในส่วนจีทูจี ซึ่งรัฐบาลพร้อมดำเนินการ ส่วนโครงการประกันราคาข้าวเปลือกนาปีปีนี้ คาดว่ารัฐบาลอาจต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้แก่เกษตรกร 3-5 หมื่นล้านบาท โดยกันเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มาใช้จ่ายส่วนต่างประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือจะพิจารณาหาจากแหล่งอื่นๆ

 ส่วนการขึ้นทำเบียนเกษตรกรนั้น ได้เร่งให้ขึ้นทะเบียนให้เสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยจัดสรรงบ 50 ล้านบาท เพื่อทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบโครงการประกันราคาข้าวเปลือก พร้อมให้ ส.ส.และ ส.ว.ในแต่ละพื้นที่ช่วยประชาสัมพันธ์ 

 ด้านนายชาญชัย รักษ์ธนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ได้เสนอให้ออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว โดยให้รัฐบาลรับซื้อข้าวจากโรงสีเพื่อส่งออกแบบจีทูจี นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลช่วยเจรจากับผู้ส่งออกข้าวให้เร่งชำระค่าข้าวให้ได้ภายใน 10-20 วัน จากเดิมที่กำหนดชำระ 30-90 วัน แนวทางนี้จะทำให้โรงสีมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะมารับซื้อข้าวจากเกษตรกร นอกเหนือจากที่ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้

 ส่วนปัญหาเกี่ยวกับโครงการประกันราคาข้าวเปลือก ที่เป็นห่วงและเกรงว่าจะทำให้รัฐต้องชดเชยส่วนต่างจำนวนมโหฬาร เนื่องจากขณะนี้มีการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวแล้วเพียง 30% แต่เหลือเวลาขึ้นทะเบียนอีกไม่เกินครึ่งเดือน ทำให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องเร่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรอย่างรีบเร่งและไม่มีการตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งนำไปสู่การแจ้งเท็จและสวมสิทธิ์เกษตรกรได้ จึงเสนอให้รัฐบาลเริ่มโครงการประกันข้าวเปลือกเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นค่อยทยอยไปยังภาคอื่นๆ

 ส่วนราคาในตลาดโลกอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดแล้ว โดยข้าวขาว 5% ในตลาดโลกอยู่ที่ 500 ดอลลาร์ต่อตัน หรือตันละ 9,000-9,500 บาท หรือเป็นราคาที่รัฐบาลต้องชดเชยส่วนต่างประมาณ 1,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวหอมมะลิราคาอยู่ที่ 900 ดอลลาร์ต่อตัน หรือตันละ 1.6 หมื่นบาท