
ทอท.ตั้งเป้ารายได้7หมื่นล้านใน5ปี
ทอท.ตั้งเป้ารายได้7หมื่นล้านใน5ปี
นายวิชัย บุญยู้ รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาดบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือทอท. (AOT) เปิดเผยว่าทอท.ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มรายได้อีก 20,000 ล้านบาทในช่วง5ปีข้างหน้าเป็น 70,000 ล้านบาทในปี 2565 เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการลงทุนค่าใช้จ่ายและค่าเสื่อมราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมจะผลักดันรายได้เชิงพาณิชย์ให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 40% ในปีงบประมาณ 2559 เป็น 50%
นายวิชัยกล่าวต่อว่าทอท.อยู่ระหว่างศึกษาการเปิดประมูลกิจการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อทดแทนกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ที่จะหมดสัญญาในปี 2563 การเปิดประมูลรอบใหม่จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.สัญญา Duty Freeระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะมีขนาดพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 10,000 ตารางเมตรในปัจจุบันเพราะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเตรียมเปิดให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่1 (Satellite) และอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น โดยอยู่ระหว่างศึกษามูลค่าโครงการและการแบ่งสัญญาที่เหมาะสม
2.สัญญาพื้นที่ให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick Up Counter) ระยะเวลา 5 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาการแบ่งสัญญาใน 3 รูปแบบคือ 1.เปิดประมูลแบบสัญญาเดียวแบบแต่ผู้ชนะการประมูลต้องเปิดให้เอกชนหลายรายใช้ร่วมกัน (Common Use) 2.เปิดให้ผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากร Free ในเมืองทุกรายเช่าพื้นที่ พร้อมจัดพื้นที่ 1 จุดเป็นแบบ Common Use และ 3.เปิดให้เอกชนเจรจาเช่าพื้นที่เป็นรายๆ
“การศึกษาจะแล้วเสร็จในปลายปีนี้และเปิดประมูลช่วงไตรมาสที่1ปีหน้าเบื้องต้นคงต้องเสนอโครงการ Duty Free เข้าสู้ขั้นตอนประมูลแบบรัฐเอกชนร่วมลงทุน (PPP) เพราะมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ไม่น่าจะเกิน5,000ล้านบาท ส่วนสัญญา Pick Up Counter ต้องพิจารณารูปแบบและการแบ่งสัญญาอีกครั้งว่าจะต้องเข้ากระบวนการ PPP หรือไม่” นายวิชัยกล่าว
นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ทอท. จะสรุปค่าเช่าพื้นที่ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งและเสนอให้กรมธนารักษ์พิจารณาในสัปดาห์หน้า อัตราค่าเช่าจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1. พื้นที่เขตการบิน (Air side) จะไม่มีการเก็บผลตอบแทน เพราะเป็นเพิ่มภาระให้ผู้โดยสาร 2. พื้นที่พาณิชย์เชิงบริการ เช่น เขตปลอดอากร (Free Zone) ซึ่งจะเก็บผลตอบแทนเล็กน้อยเมื่อมีกำไร เพราะค่าเช่าส่วนนี้มีผลกับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และ 3. พื้นที่เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ซึ่งจะกำหนดค่าเช่าเป็นแบบผลตอบแทนต่อมูลค่าสินทรัพย์ (ROA) ในอัตรา 3% ที่ผ่านมา ทอท. และกรมธนารักษ์ได้หารือประเด็นเรื่องค่าเช่าพื้นที่มา 2 รอบและได้เห็นชอบหลักการร่วมกันแล้ว จึงคาดว่าจะเจรจาจบลงโดยเร็วและสามารถลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกันได้ภายในปีงบประมาณ 2560 หรือเดือน ก.ย. นี้
นายนิตินัย กล่าวต่อว่า ทอท. จะนำข้อสรุปดังกล่าวไปจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในปีงบประมาณ 2561 โครงการสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่า 2 แปลงบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แปลงแรกคือที่ดินแปลง 37 ของกรมธนารักษ์ ขนาด 990 ไร่ ซึ่งมีข้อดีเรื่องความพร้อมด้านสาธารณูปโภค แต่มีข้อด้อยเรื่องอายุสัมปทานมีระยะเวลาเพียง 15 ปี หรือจนถึงปี 2575 พร้อมต้องจ่ายผลตอบแทนแบบ ROA ให้กรมธนารักษ์ด้วย
แปลงที่ 2 เป็นที่ดินขนาด 723 ไร่ บริเวณหนองหูเห่า ซึ่ง ทอท. เคยซื้อไว้เพื่อชดเชยให้ประชาชนที่ถูกเวนคืนบ้านเรือน แต่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกรับค่าชดเชยเป็นเงินสดและไม่เข้ามาอาศัยในพื้นที่ดังกล่าว พื้นที่จุดนี้จึงมีข้อดีเรื่องอายุสัมปทานที่มีระยะยาว เพราะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ทอท. เอง แต่ก็ต้องมีการลงทุนสาธารณูปโภคเพิ่มเติม
การลงทุนพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าทั้ง 2 แปลงจะเป็นแบบ PPP ส่วนรูปแบบของกิจกรรมและการแบ่งสัญญายังไม่ชัดเจน เพราะต้องรอการสรุปเงื่อนไขต่างๆ จากกรมธนารักษ์ก่อน แต่ก็คาดว่าการลงทุนที่ดินแปลง 37 จะเป็นกิจการขนาดเล็ก เพราะมีระยะเวลาคืนทุนสั้น ส่วนที่ดินบริเวณหนองงูเห่ามีโอกาสลงทุนโครงการขนาดใหญ่มากกว่า
ที่ผ่านมาก็มีเอกชนหลายรายแสดงความสนใจจะร่วมลงทุนเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ ทอท. ก็จะพิจารณาเงื่อนไขการประมูลให้มีความสมดุลทั้งเรื่องรายได้และการใช้ประโยชน์ของที่ดินซึ่งต้องสอดคล้องกับกิจกรรมการผู้โดยสาร เช่น พื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องรอเปลี่ยนเครื่องเป็นต้น
นายนิตินัย กล่าวถึงโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 ว่า ตอนนี้เหลืองานประมูลโครงการสุวรรณภูมิเฟส 3 อีก 4 งาน มูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งก็จะเร่งเปิดประมูลให้ได้ตัวผู้รับเหมาทั้งหมดในเดือน ต.ค. นี้
ด้านนายอเนก ธีระวิวัฒน์ชัย รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายงานวิศวกรและการก่อสร้างบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทอท.อยู่ระหว่างกำลังจัดทำเงื่อนไขการประมูล (TOR) โครงการจัดซื้อและติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover : APM) โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟสที่ 2 วงเงิน 2,895 ล้านบาทเป็นครั้งที่ 3
ในเบื้องต้นจะเสนอ TOR ใหม่ให้คณะอนุกรรมการพัสดุพิจารณาหลักการและเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) ในกลางเดือน ก.ค.นี้โดยการประมูลรอบนี้จะใช้วิธีเชิญผู้ผลิตAPMทั่วโลกจำนวน4รายให้ร่วมเสนอราคา ได้แก่ มิตซูบิชิซีเมนต์บอมบาดิเอร์ และไอเอสไอ
การประมูลโครงการสุวรรณภูมิเฟสที่ 2 ซึ่งเหลืออีก 4 งานประกอบด้วย1. Satellite มูลค่า 16,000 ล้านบาทซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเปิดประมูล 2.งานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าและระบบตรวจจับวัตถุระเบิดขาออก(BHS&EDS)ประมาณ 3,000 ล้านบาท 3.งานก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก 6,000-7,000 ล้านบาทและ 4.ที่จอดรถด้านทิศตะวันออกพร้อมออฟฟิศ 1,000 ล้านบาท



