ข่าว

ไทยเร่งวางกรอบแก้ปัญหาความรุนแรงในเด็ก

ไทยเร่งวางกรอบแก้ปัญหาความรุนแรงในเด็ก

28 มิ.ย. 2560

ยธ.เร่งวางมาตรการยุติความรุนแรงในเด็ก กรมพินิจพบแนวโน้มเด็กอายุน้อยกระทำผิดซ้ำ ส่อรุนแรงเพิ่ม เหตุซึมซับความรุนแรง ถูกทารุณ

 

          28 มิ.ย.60 -  กรมพินิจคุ้มครองเด็กและกคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) จัดประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 15 ในหัวข้อว่าด้วยการยุติความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนใกระบวนการยุติธรรม (The 15 National Symposium on Ending Violence Against Children in Juvenile Justice System) โดยนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทวงยุติธรรม กล่าวเปิดการประชุมว่า สถานการณ์ปัจจุบันเด็กและเยาวชนทั่วโลกถูกกระทำความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การถูกล่วงละเมิดทางเพศ และนำไปแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งขาดการดูแลเอาใจใส่จากครอบครอบครัวฯลฯ จึงถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกระทำรุนแรงต้นทางของกระบวนการยุติธรรมในชั้นจับกุม การสืบสวนสอบสวน กระบวนการพิจารณาตัดสินคดี การพิพากษา ซึ่งประเทศในกลุ่มอาเซียนมีปัญหาดังกล่าวเช่นกันจึงจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การยกระดับแนวทางการปฎิบัติต่อเด็กและเยาวชนตั้งแต่การป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงกระทำผิดซ้ำเมื่อออกจากกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อร่วมวางแนวทางในการนำยุทธศาสตร์ต้นแบบ และมาตรการทางปฎิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กในสาขาการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา
          ด้านนางขัตติยา รัตนดิลก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวถึงสถานการณ์การกระทำผิดของกลุ่มเด็กและเยาวชนในภูมิภาคอาเซียน ว่า ไม่แตกต่างกันโดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (CLMB) ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม พบว่ามีเด็กถูกทำทารุณกรรมและตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจำนวนมากและไม่ได้รับการดูแล หากเปรียบเทียบกับไทยแล้วจะพบว่ามีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีศาลเด็กและเยาวชนและหน่วยงานรัฐฯคอยให้ความช่วยเหลือและดูแล ในขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง บรูไน สิงค์โปร์ และมาเลเซีย แม้จะมีปัญหาดังกล่าวอยู่บ้างแต่ถือว่ายังน้อยกว่าประเทศอื่นๆในกลุ่มเดียวกัน
          “ปัญหาของเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่มีแนวโน้มว่ากลุ่มเด็กที่กระทำความผิดจะมีอายุน้อยลง คือ ช่วงอายุระหว่าง 12-14 ปี จากอายุเฉลี่ยเดิม 15-18 ปี โดยคดียาเสพติด ความผิดต่อทรัพย์ชีวิตและร่างกายยังอยู่ในลำดับต้นๆ ของการก่อเหตุรุนแรง นอกจากนี้กลุ่มเด็กอายุ 12 ปี ยังมีการกลับมากระทำความผิดซ้ำมากกว่ากลุ่มที่ทำความผิดในช่วงอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งสาเหตุของเด็กกลุ่มเกิดจากการซึมซับความรุนแรงและการถูกทำทารุณกรรมจากการร่างกายและจิตใจจากครอบครัวตั้งแต่เด็กมีปมปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่า และพบว่าเด็กและเยาวชนในเขตเมืองมีการกระทำความผิดมากกว่าเด็กในเขตชนบทถือเป็นเรื่องที่กังวล" นางขัตติยา กล่าว
          ด้านนายวันชัย รุจนวงศ์ ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนของไทยไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นๆ มีการล่วงละเมิดทางเพศ การทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมจากระบบครอบครัวใหญ่มาเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงดูบุตร เมื่อเกิดการหย่าร้างยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปัญหาสามีไม่ยอมจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ซึ่งกรณีดังกล่าวในต่างประเทศถือเป็นความผิดอาญา เพราะการที่บิดาไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรจะส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่และการศึกษาของเด็ก แต่ไทยยังไม่เป็นความผิดอาญา ดังนั้นจึงมีแนวคิดในการแก้กฎหมายเพื่อกำหนดให้การไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นความผิดทางอาญา มีโทษปรับและจำคุกไม่เกิน 3 เดือน เพื่อลดขั้นตอนไม่ให้แม่ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการติดตามค่าเลี้ยงดูบุตร
          "เมื่อกฎหมายกำหนดให้การไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นความผิดทางอาญาก็สามารถไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้เรียกตัวสามีมาจ่ายค่าเลี้ยงดู ในกรณีที่ผิดนัดไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูหลายครั้ง ตำรวจอาจฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลลงโทษ เพราะที่ผ่านมาค่าเลี้ยงดูบุตรเพียงเดือนละ 2,00-3,000 บาท จ่ายอยู่แค่ 2-3 เดือน แล้วก็เบี้ยว ทำให้ฝ่ายหญิงต้องเสียเวลาไปศาล พอหลายครั้งๆ จึงเกิดความเบื่อหน่ายและไม่ได้ติดตามอีกเลย" นายวันชัย กล่าว.