
ผู้เสียหายคดีเทรดทองร้องยธ.ช่วย
ผู้เสียหายลงทุนเทรดทองคำ ร้อง ยธ. หลังดีเอสไอถอนอายัดบัญชี หวั่นไม่ได้ค่าเสียหายคืน ระบุผู้ลงทุนเสียหายสูงสุด 50 ล้าน บางรายหมดตัวถูกบังคับคดี
26 มิ.ย. 60 - นางรุ่งนภา แสนนำชัย พร้อมด้วยผู้เสียหาย 20 ราย จากการลงทุนซื้อขายทองคำแท่ง (เทรดทอง) กับบริษัทวายแอลจี เข้าพบพ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ติดตามความคืบหน้าในการสอบสวนคดี เนื่องจากคดีนี้ผู้เสียหายเคยมาร้องทุกข์กล่าวโทษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในปี 2556 แต่ในยุคนั้นดีเอสไอไม่รับดำเนินการ ทำให้ผู้เสียหายบางส่วนต้องไปยื่นฟ้องคดีในทางแพ่งกันเอง ต่อมาในปี 2560 มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ที่ดีเอสไออีกครั้ง โดยครั้งล่าสุดดีเอสไอมีมติรับเป็นคดีพิเศษที่ 22/2560 และมีคำสั่งอายัดบัญชีธนาคารของบริษัท 13 บัญชี แต่ต่อมากลับมีการถอนอายัด ทำให้ผู้เสียหายไม่มั่นใจการทำงานของดีเอสไอ และเกรงว่าจะไม่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายคืน โดยกรณีการเทรดทองคำแท่งมีผู้สนใจลงทุนประมาณ 200 ราย วงเงินลงทุน 2,000ล้านบาท แต่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ 20 ราย โดยพบว่าผู้เสียหายที่ลงทุนสูงสุด เสียหาย 50 ล้านบาท
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ได้สอบถามไปยังพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันว่าคดีดังกล่าวรับเป็นคดีพิเศษแล้ว หลังจากนี้ก็ต้องสอบสวนตามอำนาจหน้าที่และพยานหลักฐาน ส่วนการถอนอายัดบัญชีนั้นได้ขอให้ดีเอสไอมาชี้แจงในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเข้ารับฟัง เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า การอายัดครั้งแรกพนักงานสอบสวนมีหลักฐานมั่นใจอย่างไรว่าเป็นทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิด หรือเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับคดีมูลฐานอย่างไร และการถอนอายัดบัญชีมีเหตุผลอย่างไร ซึ่งได้กำชับไปแล้วว่าดีเอสไอต้องอธิบายให้ผู้เสียหายเข้าใจด้วย อย่างไรก็ตาม หากการสอบสวนในภายหลังพบหลักฐานความผิดและจำเป็นต้องอายัดบัญชีเพื่อนำเงินมาคืนให้ผู้เสียหาย แต่ทรัพย์ได้ถูกโยกออกจากบัญชีก็จะมีความผิดฟอกเงินเพิ่มอีก 1 คดีด้วย ส่วนผู้เสียหายรายที่นำเงินไปลงทุนและขาดทุนจนถูกยึดทรัพย์บังคับคดี ได้ประสานให้เข้าร้องทุกข์กับศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อขอให้ชลอการบังคับคดีไว้ก่อน
ด้านพ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กล่าวว่า คดีเทรดทองคำ ดีเอสไอรับคดีไว้สอบสวนแล้ว ส่วนเรื่องการถอนอายัดบัญชี เนื่องจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเสนอให้อายัดบัญชีธนาคารทุกบัญชีของบริษัท โดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าบัญชีได้เป็นบัญชีที่ได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกิดจากการกระทำผิด ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เบื้องต้นจึงถอนคำสั่งอายัดแล้วให้พนักงานสอบสวนไปแยกแยะทรัพย์สินให้ชัดเจนว่าบัญชีใดบ้างที่ได้มาจากหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด



