ลุงโวยคดีรุกที่ดินเลือกปฏิบัติ 50 รายรอด !?
วอนขอความเป็นธรรม ลุงวัย 54 ปี ชาวบุรีรัมย์ ถูกดำเนินคดีรุกที่สาธารณะ แต่อีกกว่า 50 ราย แปลงเดียวกันกลับไม่โดน
20 มิ.ย. 60 นายอุดม ชำนิพันธ์ อายุ 54 ปี ชาวบ้านโคกยาง ต.ชำนิ อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ได้นำหลักฐานที่ดินสาธารณะประโยชน์ "หนองกวางงอย" ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ครอบคลุม ต.ชำนิ และ ต.บ้านสิงห์ พร้อมหลักฐานคำพิพากษาศาล มาร้องขอความเป็นธรรม หลังจากตนเองพร้อมกับชาวบ้านในหมู่บ้านอีก 2 คน รวม 3 คน ถูกทางเทศบาล ต.ชำนิ แจ้งความกล่าวหาว่าบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์หนองกวางงอย ทำการเกษตรเพาะปลูกพืชไร่ เมื่อปี 2556 กระทั่งนายอุดมได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ส่วนราษฎรอีก 2 คน ถูกสั่งจำคุกเช่นเดียวกันแต่ไม่รอลงอาญา แต่ผู้ประกอบการและราษฎรอีกกว่า 50 ครัวเรือน ที่ก่อสร้างที่อยู่อาศัย ทำการเกษตร และประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมในที่สาธารณะแปลงเดียวกัน กลับไม่ถูกแจ้งความเอาผิด ซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติ จึงอยากให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
นายอุดม กล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น ส่วนตัวคิดว่าการกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะหากจะเอาผิดกับผู้บุกรุกครอบครองที่สาธารณะ ก็ต้องดำเนินการเอาผิดกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยตนเองและชาวบ้านทั้ง 3 คน เพียงครอบครองเพื่อทำการเกษตรเท่านั้น แต่มีบางรายบุกรุกครอบครองให้เช่า และทำธุรกิจ กลับไม่ถูกดำเนินคดี จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการให้เป็นมาตรการเดียวกัน
นายสุทธิพร ณ นคร นายอำเภอชำนิ กล่าวว่า ตนเองพึ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอชำนิ เมื่อเดือน พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา แต่เรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 แล้ว แต่จากการสอบถามข้อมูลจากทางเทศบาลทราบว่า พื้นที่ป่าสาธารณะดังกล่าวมีอยู่กว่า 2,000 ไร่ และมีราษฎรเข้าไปครอบครองปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และทำการเกษตรอยู่กว่า 50 ครัวเรือนจริง เนื่องจากไม่มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเป็นของตัวเอง ส่วนกรณีที่มีราษฎรบางรายถูกแจ้งความดำเนินคดีข้อหาบุกรุกที่สาธารณะนั้น ก็จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีร้องเรียนมายังทางอำเภอเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เพียงมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบเกี่ยวกับโรงปูนที่ทำการก่อสร้างในที่สาธารณะและสร้างมลภาวะเท่านั้น ซึ่งทางอำเภอก็ได้ประสานอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบตามที่มีการร้องเรียน และได้ดำเนินการเอาผิดกับโรงปูนดังกล่าวแล้ว



