
มติกกต.เห็นแย้ง 6 ประเด็นพ.ร.ป.กกต.ขัดเจตนารมณ์รธน.
มติกกต. แย้งร่างพ.ร.ป.กกต. 6 ประเด็น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์รธน. หลังพบเขียนเกินกว่ารธน.กำหนด ด้าน “ธีรวัฒน์”เชื่อสนช.ทำถูกแล้วที่เซตซีโร่กกต.
20มิ.ย.60 – นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว รองเลขาธิการกกต. กล่าวภายหลังการประชุม กกต. ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอความเห็นแย้งต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (พ.ร.ป.กกต.) เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยได้ข้อสรุป 6 ประเด็น ที่เห็นว่าร่างพ.ร.ป.กกต.มีบทบัญญัติที่ไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย 1.ร่างพ.ร.ป.กกต. มาตรา 11 วรรคสาม ที่กำหนดเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการสรรหา กกต. ซึ่งมาตราดังกล่าวได้เขียนเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด ที่ระบุว่าให้คัดเลือกจากบุคคลซึ่งมีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์สุจริต มีความเข้าใจในภารกิจของกกต. และไม่มีพฤติการณ์ยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ ซึ่งประเด็นนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนบัญญัติไว้ และรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุให้ดูคุณสมบัติของกฎหมายลูกประกอบด้วย
นายภูมิพิทักษ์ กล่าวต่อว่า 2. ร่างพ.ร.ป.กกต. มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกกต.ที่ระบุว่า ไม่มีพฤติการณ์ยอมตนอยู่ในอาณัติของพรรคการเมืองใดๆ รวมตลอดทั้งมีทัศคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งบัญญัติเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด มาตรา 203 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 206 และ มาตรา 222
นายภูมิพิทักษ์ กล่าวต่อว่า 3.มาตรา 26 ของร่าง พ.ร.ป.กกต. ที่ระบุอำนาจหน้าที่ของกกต. แต่ละคนในการสั่งระงับเมื่อเห็นว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมในบางหน่วย หรือทุกหน่วยเลือกตั้ง และเสนอต่อที่ประชุมกกต.เพื่อวินิจฉัย ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (3) วรรคสาม ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของ กกต. เพียงคนเดียวสามารถสั่งระงับยับยั้งหรือสั่งเลือกตั้งใหม่ได้เมื่อพบเหตุทุจริตเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วย
นายภูมิพิทักษ์ กล่าวด้วยว่า 4. ร่างพ.ร.ป.กกต. มาตรา 27 ที่กำหนดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. เพียงให้ควบคุมดูแลการจัดการเลือกตั้งสมาชิสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (1) และ(2) ที่กำหนดให้กกต. มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง
นายภูมิพิทักษ์ กล่าวอีกว่า 5. ร่างพ.ร.ป.กกต. มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ กกต.มอบอำนาจให้เลขาธิการ กกต. หรือพนักงานของสำนักงาน มีอำนาจสืบสวนสอบสวน และไต่สวนได้ ซึ่งบัญญัติเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคสอง กำหนดให้อำนาจกกต.สืบสวนสอบสวนได้เลย
และ 6. ร่างพ.ร.ป.กกต. มาตรา 70 ของร่าง ที่บัญญัติให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดยกกต.เห็นว่า มาตราดังกล่าวขัดหลักนิติธรรม และนิติประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ไม่ตรงตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ประกอบมาตรา 26 และมาตรา 27
“กกต.จะส่งหนังสือแย้ง และเอกสารประกอบส่งไปยังสนช.ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ส่วนจะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น เบื้องต้นยังไม่มีการพิจารณา ซึ่งต้องให้กระบวนการเป็นไปตามขั้นตอน สำหรับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นัดหารือกกต.ในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ ทางกกต.ได้ส่งนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. เป็นตัวแทนไปร่วมหารือในการชี้แจงร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเพียงการหารือร่วมกับกรธ.เท่านั้น ผลการพิจารณาไม่เป็นผลผูกพันกับกกต. เนื่องจากกกต.ยังไม่ได้มีการพิจารณาร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองในที่ประชุมกกต. และยังไม่มีมติแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าวจากสนช.”นายภูมิพิทักษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาข้อโต้แย้งในร่างพ.ร.ป.กกต. ที่จะส่งให้สนช.ใน 6 ประเด็น ที่ประชุมกกต. มีมติเอกฉันท์ 5 ประเด็น มีเพียงประเด็นเรื่องคุณสมบัติของกกต. ที่มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 เสียง โดยเสียงข้างมาก 3 คน คือ นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวน และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง ส่วน 2 เสียงข้างน้อย คือ นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านพรรคการเมือง และนายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ซึ่งเหตุที่กกต.ทั้ง 2 คนไม่เห็นด้วยในเรื่องคุณสมบัติกกต. เพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
“ธีรวัฒน์”เชื่อสนช.ทำถูกแล้วที่เซตซีโร่กกต. ชี้ตำแหน่งเป็นเพียงแค่หัวโขน
ด้าน นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีการส่งความเห็นแย้งร่างพ.ร.ป.กกต.ในประเด็นเรื่องการเซตซีโร่ กกต. ชุดปัจจุบัน เป็นการตรากฎหมายที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ผลการประชุมกกต. มีมติเสียงข้างมาก เห็นควรโต้แย้งประเด็นเรื่องนี้ต่อสนช. โดย มติ กกต. ดังกล่าว มีตนเป็นเสียงข้างน้อยเห็นต่างจากกกต.เสียงข้างมาก ซึ่งตนเห็นว่าไม่ควรโต้แย้งในประเด็นนี้ โดยตนเห็นว่า สนช.ได้ประชุมและพิจารณาเหตุผลต่างๆอย่างกว้างขวางและมีมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 117 ต่อ 1 เสียง ดังนั้นการจะโต้แย้งมติ ดังกล่าวจะต้องมีเหตุผลที่หนักแน่น เห็นประจักษ์ไม่ใช่เป็นเรื่องของความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ และยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม เพียงอย่างเดียว โดยตนในฐานะที่เป็นนักกฎหมายควรเคารพในดุลยพินิจวิจารณญาณของกระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบดังกล่าว
นายธีรวัฒน์ กล่าวว่า ประเด็นเซตซีโร่กกต.ชุดนี้ส่งผลให้กกต.ชุดนี้ต้องพ้นจากตำแหน่ง ดังนั้นกกต.ชุดนี้เป็นผู้เสียประโยชน์ในการดำรงตำแหน่งต่อไป เพราะฉะนั้นแล้วการที่ กกต. ชุดนี้โต้แย้งประเด็นเซ็ตซีโร่ไป ย่อมหมิ่นเหม่ให้สาธารณชนเข้าใจว่า กกต. ชุดนี้ มุ่งรักษาประโยชน์ส่วนตน มุ่งยื้อเพื่อรักษาเก้าอี้มากกว่าประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องไม่สง่างาม การเป็นกรรมการในองค์กรอิสระอันเป็นองค์กรระดับชาติกรรมการต้องภูมิใจในศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ ฉะนั้นกิจกรรมใดหมิ่นเหม่ ให้เสื่อมศักดิ์และเกียรติภูมิก็ต้องหลีกเลี่ยงและยอมรับในผล แม้ผลนั้นจะกระทบต่อประโยชน์ตนเองก็ตาม
“ส่วนตัว เมื่อสนช.มีมติเซ็ตซีโร่ กกต. ชุดนี้ ทำให้รู้สึกโล่งโปร่งเพราะผมมีความเชื่อมั่นว่า ในโลกนี้ยังมีเรื่องดี ๆ ที่จะทำได้อีกมากมาย ตำแหน่ง กกต. เป็นเพียงหัวโขน เป็นของชั่วคราว ผมน้อมรับทุกเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลง ไม่ติดยึด”นายธีรวัฒน์ กล่าว



