ข่าว

คุก 75 ปี “ชาวดัตช์” ฟอกเงินค้ากัญชาล้านยูโร

คุก 75 ปี “ชาวดัตช์” ฟอกเงินค้ากัญชาล้านยูโร

20 มิ.ย. 2560

พิพากษาคุก ผัว-เมีย ร่วมฟอกเงินค้ากัญชาข้ามชาติ ซื้อที่ดินบ้านพัทยา-เรือยอร์ช-รถพอร์ชนับร้อยล้าน “สามีชาวดัตช์” เจอโทษสูงสุด 20 ปี “เมียคนไทย" คุก7ปี 4เดือน

 

          20 มิ.ย.60 - เมื่อเวลา 11.00 น. ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.3423/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายโจฮันเนส เพทรุส มาเรีย ฟาน ลาร์โฮเวิน (Mr.Johannes Petrus Maria van Laarhoven ) อายุ 57 ปี สัญชาติเนเธอร์แลนด์ และนางมิ่งขวัญ ฟาน ลาร์โฮเวิน หรือแก่นอินทร์ อายุ 35ปี ภรรยาชาวไทย เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินที่ได้มาจากการค้ากัญชา ซึ่งเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ม.3,5,6,7,60
          โดยปี 2557 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกระทรวงยุติธรรม เข้าบุกตรวจค้นบ้านพักของทั้งสอง ที่สนามกอล์ฟแห่งหนึ่งใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และเข้าจับกุมทั้งสอง พร้อมตรวจยึดและอายัดเงินสด , เครื่องประดับในตู้เซฟ , สมุดบัญชีธนาคารของนางมิ่งขวัญ 3 เล่ม มูลค่าเงินในบัญชีรวม 19,500,824.57 บาท ซึ่งการจับกุมเกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ได้มีหนังสือร้องทุกข์มายังอัยการสูงสุด ขอให้ดำเนินคดีกับนายโจฮันเนส กับพวกที่เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และได้ลักลอบนำกัญชาจากต่างประเทศเข้าไปขายในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยลักลอบเปิดบริษัทเป็นเครือข่ายร้านคอฟฟี่ชอปบังหน้า ซึ่งมีรายได้จากการกระทำผิดปีละ 600-800 ล้านบาท ขณะที่นายโจฮันเนส และนางมิ่งขวัญ จำเลยที่ 1-2 ถูกคุมขังมาตั้งแต่ในชั้นฟ้องคดีปี 2557 
          ซึ่งวันนี้ ศาลได้เบิกตัวนายโจฮันเนส จำเลยที่ 1 มาจากเรือนจำ และนางมิ่งขวัญจำเลยที่ 2 มาจากทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ทั้งสองได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ไม่ประสงค์ให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ
          สำหรับคดีนี้อัยการ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 ต.ค.57 ระบุพฤติการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 3 ก.ค.51 - 2 มิ.ย.57 จำเลยทั้งสอง กับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันฟอกเงินโดยโอนเงินจาก บจก.เดฟตี้ โฮลดิ้ง จำกัด (Deefety Holdings LTD.) ที่จดทะเบียนในประเทศไซปรัส 500,000 ยูโร ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เข้าบัญชี ธ.กสิกรไทยฯ สาขาถนนเลียบชายหาดจอมเทียนพัทยาของจำเลยที่ 1 แล้วตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.52 จำเลยทั้งสองกับพวก ยังร่วมกันโอนเงิน ผ่านระบบสื่อสารด้านการเงินระหว่างประเทศในรูปแบบรหัสธนาคาร หรือ SWIFT จากดอยซ์แบงก์ประเทศเยอรมนี หลายครั้ง มูลค่าหลายล้านยูโร เข้าบัญชี ธ.กสิกรฯ สาขาพัทยาใต้ของจำเลยที่ 1 และหลังจากวันที่ 19 มิ.ย.52 จำเลยทั้งสองกับพวก ยังร่วมกันนำเงินนั้นซื้อที่ดินหลายแปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดชลบุรี โดยมีบริษัทที่จำเลยกับพวกร่วมกันจดทะเบียนจัดตั้งเป็นผู้ทำนิติกรรมและถือครองทรัพย์สินแทน รวมทั้งเรือยอร์ช 2 ลำ ,รถยนต์ยี่ห้อพอร์ช และรถยนต์นั่งขนาด 7 คน มูลค่าทรัพย์สินที่จำเลยร่วมกันกระทำผิด กว่า 100 ล้านบาท โดยเจ้าพนักงานจับกุมตัวจำเลยทั้งสองได้เมื่อวันที่ 23 ก.ค.57 และให้การปฏิเสธชั้นสอบสวน

          สำหรับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ได้แยกสำนวนการสอบสวนออกไป เนื่องจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ มีความประสงค์จะขอดำเนินคดีจำเลยกับพวกต่อในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 10 พ.ย.58 ให้จำคุก นายโจฮันเนส จำเลยที่ 1 รวม 43 กระทง เป็นเวลา 103 ปี ส่วนนางมิ่งขวัญ ภรรยาที่ตกเป็นจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 13 กระทงเป็นเวลา 18 ปี แต่คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างศาลจึงลดโทษ 1 ใน 3 โดยจำคุกนายโจฮันเนส จำเลยที่ 1ไว้เป็นเวลา 68 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมลงโทษทุกกระทงความผิดตามกฎหมายแล้วให้จำคุกสูงสุดได้ไม่เกิน 20 ปี จึงให้จำคุกนายโจฮันเนส จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี ส่วนนางมิ่งขวัญ จำเลยที่ 2 นั้นเมื่อลดโทษแล้วคงจำคุกเป็นเวลา 12 ปี ส่วนความผิดอื่นให้ยก
          ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์
          ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของต่างประเทศ เบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยมีการกระทำเป็นขบวนการ โดยมีพยานหลักฐานจากการส่งสายสืบ การดักฟังโทรศัพท์และตรวจดูบัญชีการเงิน ซึ่งพยานล้วนเบิกความเป็นขั้นตอนในชั้นศาลที่ยากแก่การปรุงแต่งเรื่องราว พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1- 2 กระทำผิดจริง
          ส่วนนายโจฮันเนส ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเงินที่ได้มาจากการขายธุรกิจร้านกาแฟจำนวน 4 แห่งนั้น เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินที่มีการโอนเข้าบัญชีซึ่งมีมูลค่ากว่า 300 ล้านซึ่งเป็นเงินจำนวนมากเกินกว่ามูลค่าธุรกิจร้านกาแฟข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่สมเหตุผล การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้จากการโอนขายยาเสพติดเป็นการปกปิดที่มาของเงินที่ได้จากการกระทำผิด
          สำหรับนางมิ่งขวัญ จำเลยที่ 2 ได้อยู่กินฉันท์สามี-ภรรยากับจำเลยที่ 1และมีการเงินโอนเข้าบัญชีจำนวนมากซึ่งย่อมจะทราบดีว่าจำเลยที่ 1ได้เงินมาอย่างไร จึงมีส่วนรวมการกระทำผิดด้วยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น 
          โดยการกระทำของจำเลยทั้งสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษกระทงความผิด แต่เมื่อพิจารณาความผิดที่จำเลยทั้งสองได้กระทำลงไปแล้วตามพฤติการณ์ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกนายโจฮันเนส จำเลยที่ 1 ฐานฟอกเงินรวม 15 กระทงๆละ 5 ปี เป็นจำคุก 75 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกสูงสุดไว้ 20 ปี
          ส่วนนางมิ่งขวัญ ภรรยา จำเลยที่ 2 ให้จำคุกฐานร่วมกันสนับสนุนการฟอกเงิน 6 กระทงจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 11 ปี โดยทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลาทั้งสิ้น 7 ปี 4 เดือน นอกเหนือจากที่แก้ก็ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
          ทั้งนี้ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะนำตัวจำเลยทั้งสองไปคุมขังระหว่างฎีกาต่อไป ซึ่งคดียังสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับจากวันนี้ที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อจำเลยทั้งสองถูกจับกุมและฟ้องคดีแล้ว ก็ได้มอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นฟ้องคดีอาญากลับต่อพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวน และเลขาธิการ ป.ป.ง.ที่รับผิดชอบสำนวนเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำ อ.3317/2557ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 8 ต.ค.57 ฐานร่วมปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายบุคคลอื่น และเป็นพนักงานสอบสวน กระทำการในตำแหน่งมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 200 ด้วย แต่สุดท้ายศาลอาญา ได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องคดีแล้วตั้งแต่ปี 2557