ข่าว

ใช้ อบจ.เชื่อมสนามเล็ก-ใหญ่แต่ปัจจัยชี้ขาดยังอยู่ที่"กระสุน"

ใช้ อบจ.เชื่อมสนามเล็ก-ใหญ่แต่ปัจจัยชี้ขาดยังอยู่ที่"กระสุน"

14 ก.ย. 2552

8 เดือนแล้ว ที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล และเป็นพรรคอันดับ 1 ในภาคใต้ แต่สำหรับสนามเลือกตั้งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประชาธิปัตย์กลับไม่ใช่เจ้าสนามเหมือนภาคใต้ส่วนอื่น หนำซ้ำยังเป็นรองหลายพรรคการเมืองด้วยซ้ำ ล่าสุดก็เห็นชัดเจนในการเลือกตั้งท้องถิ่นเม

 ปัจจัยสำคัญก็เนื่องมาจากการขาดความเชื่อมโยงกับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) เหมือนพรรคการเมืองพรรคอื่นที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง อบจ. ลงไปสู่ระดับ อบต. และเทศบาล

 เป็นความเชื่อมโยงทั้งในฐานะที่เป็นการเมืองท้องถิ่นเหมือนกัน และยังมีส่วนเกื้อกูลกันในเรื่องการใช้งบประมาณด้วย !!

 เริ่มที่ อบจ.นราธิวาส ที่มี นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน เป็นนายก อบจ.นราธิวาส และมีลูกชาย 2 คน เป็น ส.ส.พรรคชาติไทย จ.นราธิวาส

 การเลือกตั้งท้องถิ่นเที่ยวนี้ หลาย อบต.ที่มีสัมพันธ์อันดีกับผู้บริหาร อบจ. จึงได้รับชัยชนะ ซึ่งล้วนเป็นผลดีต่อการสร้างเครือข่ายทางการเมืองของตระกูลยาวอหะซันทั้งสิ้น

 ขณะที่ อบจ.ยะลา ที่มี นายมุขตา มะทา เป็นนายก อบจ.ยะลา ยังคงสัมพันธ์อันดีกับพรรคเพื่อไทย เพราะ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แกนนำกลุ่มวาดะห์ ยังคงสังกัดพรรคเดิม

 แม้สมาชิกกลุ่มวาดะห์คนอื่นๆ เช่น นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ นายมุข สุไลมาน และนายนัจมุดดีน อูมา จะหนีไปซบพรรคการเมืองน้องใหม่อย่าง "พรรคมาตุภูมิ" แล้วก็ตาม

 ดังนั้น ตระกูล "มะทา" จึงต้องเร่งสร้างสัมพันธ์อันดีกับ อบต. และเทศบาลในพื้นที่ผ่านเครือข่าย อบจ. และของ ส.ว.ซูการ์โน มะทา เพราะเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าคงไม่สามารถหวังพึ่งคะแนนเสียงพรรคเพื่อไทยได้ แถมอาจติดลบด้วยซ้ำ จึงต้องเร่งสร้างรากฐานของตัวเอง

 ส่วนที่ จ.ปัตตานี ความใกล้ชิดระหว่าง นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี กับ นายมุข สุไลมาน สมาชิกกลุ่มวาดะห์ และโฆษกพรรคมาตุภูมิ ก็เป็นความสัมพันธ์ที่น่าจับตามอง

 โดยเฉพาะวาระการเตรียมความพร้อมรับเลือกตั้งใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งพรรคมาตุภูมิหวังจะกวาดเก้าอี้ให้มากที่สุด และการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดก็ต้องเชื่อมกับการเมืองท้องถิ่นนี่เอง

 สำหรับความเชื่อมโยงระหว่าง อบจ.ทั้ง 3 จังหวัดกับการเมืองท้องถิ่น และการเมืองระดับชาติ แม้จะเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก และมีแนวโน้มว่า เป็นความสัพมพันธ์ต่างตอบแทนกัน และดูเหมือนว่า ฝ่ายไหนที่ใกล้ชิดการเมืองท้องถิ่นมากกว่าจะได้เปรียบในการเลือกตั้ง

 อย่างไรก็ตาม เซียนการเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนใต้กลับมองต่างมุมว่า แม้การเลือกตั้งท้องถิ่น เครือข่ายของประชาธิปัตย์จะไม่ได้เก้าอี้เป็นกอบเป็นกำ

 แต่ธรรมชาติของการเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนใต้...ผู้สมัครจะมีฐานเสียงของตัวเองในท้องถิ่นมากกว่าฐานเสียงสนับสนุนของพรรคการเมืองเสียอีก เรียกว่า ปกติคนที่นั่นจะเลือกที่ "ตัวบุคคล" มากกว่า "พรรค" อยู่แล้ว

 ฉะนั้น ผู้สมัครจากค่ายประชาธิปัตย์จึงไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรกับผลการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะยังมั่นใจในฐานเสียงตัวเอง ในฐานะที่เป็นรัฐบาล และที่สำคัญ เชื่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ปัจจัยชี้ขาดจะอยู่ที่ "กระสุน" มากกว่า

 เห็นได้ชัดเจนจากการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ปัจจัยชี้ขาดยังอยู่ที่กระสุนเป็นหลัก โดยตัวเลขการใช้เงินของผู้สมัครนายก อบต.เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่คนละประมาณ 2 ล้านบาท ส่วน ส.อบต. ก็จะลดหลั่นลงมาเล็กน้อย

 ดังนั้น ผลการเลือกตั้ง อบต.ที่ผ่านมา จึงไม่สามารถเป็นตัวชี้ขาดผลการเลือกตั้งสนามใหญ่ได้ ส่วนเรื่องระบบการจัดตั้ง "หัวคะแนน" ก็ไม่น่าใช่เรื่องที่น่าห่วงใย เพราะหากมีเสบียงไหลลงมา หัวคะแนนที่เคยสนับสนุนอีกฝ่ายก็พร้อมที่จะหันหลังกลับมาสนับสนุนได้ไม่ยาก

 ส่วนปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีความได้เปรีบบพรรคการเมืองอื่นอยู่บ้าง คือ การดำเนินนโยบาย และงบประมาณผ่าน ศบ.ชต.และนโยบายสร้างอาชีพให้แก่คนในพื้นที่ หากทำได้ดีก็อาจเป็นตัวช่วยให้คนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 กระนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะกระสุน หรือกระแส แต่ที่แน่ๆ สนามการเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก และยากจะคาดเดาว่าใครจะกุมหัวใจคนที่นี่ได้มากกว่ากัน เพราะที่ผ่านมาก็แทบจะไม่มีการผูกขาดโดยพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษอยู่แล้ว

ศูนย์ข่าวภาคใต้