
ไม่เจตนาหรือท้าทาย
คำพูดของ "พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร" อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ให้สัมภาษณ์เห็นด้วยกับการปฏิวัติกลายเป็นกระแสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในท่ามกลางการเมืองที่อยู่ในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่
"ผมเห็นด้วยทุกวิถีทางที่ทำให้บ้านเมืองสงบ ถ้าปฏิวัติแล้วให้มีเลือกตั้งคืนประชาธิปไตยทันทีไม่น่าจะมีปัญหา คือล้างบางไปเลย แต่ถ้ายังดื้อด้านอยู่ ต้องทุบกัน ต้องเล่นมวยหนัก เพราะการเจรจาหรือพูดจากันฟังไม่รู้เรื่องแล้ว"
หากคำพูดนี้ไม่ได้ออกจากปากของผู้ที่เคยมีตำแหน่งถึง "อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด" ก็คงไม่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากนัก
มีคำถามตามมาว่า คำพูดของ "ชัยสิทธิ์" เพียงแค่ต้องการ "เตือนรัฐบาล" หรือมีเจตนาอื่นแอบแฝง
เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ต้องยอมรับว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เกิดกระแสความไม่พอใจของคนหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มฝ่ายปกครองด้วยกัน รัฐบาลไม่สามารถจัดการทางการเมืองให้สงบเรียบร้อยได้
ดังนั้นคำพูดของ "ชัยสิทธิ์" ถือเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในรัฐบาลด้วยกันได้
ขณะเดียวกัน ต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่าในวันที่ 19 กันยายนนี้ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" หรือ นปช. หรือคนเสื้อแดง ได้นัดชุมนุมใหญ่ในวันครบรอบ 3 ปี รัฐประหาร
คำพูดของ "ชัยสิทธิ์" จึงหมิ่นเหม่ต่ออาจถูกมองว่าเป็นการ "ยั่วยุ" ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงได้
อย่าลืมว่าการปฏิวัติถือว่า "เป็นขบถ" มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 แต่กรณีของ "ชัยสิทธิ์" เป็นเพียงแค่การพูด ไม่ได้มีการใช้กำลังประทุษร้าย
แต่ก็ต้องระวังอาจหมิ่นเหม่ใน 2 มาตรา คือ มาตรา 114 โดยเฉพาะ มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาทั้งหมด "ชัยสิทธิ์" ไม่มีเจตนาพูดยั่วยุเพื่อนำไปสู่เหตุการณ์ที่รุนแรง แต่ต้องการ "เตือน" ให้รัฐบาลระมัดระวัง แต่มีคำถามตามมาว่า ไม่พูดจะดูดีกว่าหรือไม่ เพราะพูดไปแล้วไม่ก่อให้เกิดผลดี
เพราะอย่าลืมว่าตำแหน่งของ "ชัยสิทธิ์" เป็นทั้ง "อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด" และ "พี่ชาย" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็เป็นผลลบอยู่ดี
ประมวลกฎหมายอาญา
"ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร"
มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ
(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
มาตรา 114 ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการ เพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฏหรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏ แล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี



