
รายงาน-จับตา "เกมปฏิวัติ"
ห้าวเป้งจริงๆ กับท่าทีของ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ญาติผู้พี่ของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี
ที่ออกมายุให้ "ปฏิวัติ" ยึดอำนาจ เพื่อเคลียร์ทุกฝ่ายให้ปัญหาทางการเมืองที่ติดล็อกในขณะนี้จบลงด้วยกันทุกฝ่าย
"ผมเห็นด้วยทุกวิถีทางที่ทำให้บ้านเมืองสงบ ถ้าปฏิวัติแล้วให้มีเลือกตั้งคืนประชาธิปไตยทันทีไม่น่าจะมีปัญหา คือล้างบางไปเลย แต่ถ้ายังดื้อด้านอยู่ ต้องทุบกัน ต้องเล่นมวยหนัก เพราะการเจรจาหรือพูดจากันฟังไม่รู้เรื่องแล้ว"
จึงทำให้ตลอดช่วงสัปดาห์นี้ ต้องจับตากลยุทธ์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ออกมา "ปลุกผีปฏิวัติ" หวังให้เหตุการณ์ซ้ำรอย 19 ก.ย.2549
เพื่อนำไปสู่ 4 เป้าหมายหลัก
หนึ่ง...โค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย
สอง...ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ผลพวงจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
สาม...ล้มกระบวนการอยุติธรรม
สี่...ล้างมลทินให้ "ทักษิณ"
โดยก่อนจะถึงวันดีเดย์ กลุ่มเสื้อแดงพยายามโหมโรงเคลื่อนไหวสร้างมวลชนในเขตชนบทในเขตเมืองกรุง
เพื่อชี้ให้เห็นถึงการบริหารของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชีวะ ไม่ชอบธรรม ล้มเหลวทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และล่าสุดได้ปลุกกระแสต่อต้านกระบวนการยุติธรรม
หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ในความผิดวินัยร้ายแรง พ่วงด้วยความผิดอาญา มาตรา 157 มีความผิดให้ออก หรือไล่ออกสถานเดียว
จึงฉวยจังหวะอาศัยช่วงชุลมุนขยับตัวเคลื่อนไหว โดยการ "เสี้ยม" ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจงใจไม่ใส่เกียร์ ในช่วงที่รัฐบาลเกิดปัญหากับแวดวงสีกากี
แม้ว่า "อภิสิทธิ์" เตรียมแก้ปัญหาทั้งหมด ด้วยการประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เข้าหารือที่ประชุม ครม.ในวันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อหาทางป้องปรามสถานการณ์โดยการสนธิกำลังตำรวจและทหารแล้ว
แต่ก็ยังไม่อาจที่จะไว้วางใจได้ !!! เพราะ "เสื้อแดง" กำลังคอยจังหวะเข้ามาสร้างสถานการณ์ หมายจะซ้ำเติมเหตุการณ์ความขัดแย้งให้เกิดความรุนแรงรอบใหม่
จึงต้องจับตาแบบห้ามกะพริบเด็ดขาด เพราะเมื่อปัญหาทั้งหมดเข้ามาผสมโรงกันอาจจะเกิดการจุดไฟให้เกิดความรุนแรงขึ้นเพื่อทดสอบความแข็งขันของตำรวจและข้อกฎหมายของบ้านเมือง
เจตนาสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลใช้อำนาจรัฐเข้าจัดการ และนำไปสู่ "สงครามกลางเมือง" จนทหารต้องใช้กำลังเข้าจัดการในที่สุด
เพราะต้องยอมรับว่ามีกลุ่มการเมืองที่ฉกฉวยโอกาสในยามที่กลุ่มขั้วอำนาจทางการเมืองที่หนุนรัฐบาลในยามนี้อยู่ในภาวะสั่นคลอน
จากปัญหาความลงรอยในการแต่งตั้ง "ผบ.ตร.คนใหม่" จนลุกลามบานปลายไปถึงกองทัพและพลังสีน้ำเงินอมเขียวเข้าให้แล้ว
เพราะล่าสุดจนถึงขณะนี้ "อภิสิทธิ์" ก็ยังไม่สามารถกำหนดวันนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้
แต่ที่สำคัญ...เวลาของ "อภิสิทธิ์" เหลือน้อยเต็มที คือเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น
เพราะหลังพ้นวันที่ 19 กันยายน เป็นต้นไป "อภิสิทธิ์" ติดภารกิจต้องเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 20-26 กันยายนนี้ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งในช่วงนี้อะไรๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ดังนั้นเมื่อ "อภิสิทธิ์" ดันให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เจ้าของสำนวนลอบยิงคดี "สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำกลุ่มพันธมิตร ขึ้นเป็นรักษาการ ผบ.ตร.จึงได้อาศัยช่วงจังหวะนี้ในการประชุม ก.ตร. ซึ่งจะได้เสียงสนับสนุนจาก "พล.ต.อ.ธานี" เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียง
นั่นเป็นเพราะว่าหาก "อภิสิทธิ์" ปล่อยให้ลากยาวจนถึงวันปลายเดือน อาจจะโดนเกมยื้อจากฝ่ายตรงข้ามเพื่อประวิงเวลาให้ "พล.ต.อ.ธานี" พ้นสภาพการเป็น ก.ต.ช.ไปโดยปริยาย เพราะเหตุเกษียณอายุราชการ
โดยเฉพาะเมื่อ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าภูมิใจไทย ออกมาบั่นทอนความมั่นใจของ "อภิสิทธ์" ว่าจะโหวตตามเงื่อนไขพิเศษที่ได้รับจาก "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี และ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
ดังนั้นหาก "อภิสิทธิ์" มั่นใจว่าเงื่อนไขพิเศษไม่มีจริง ภายในสัปดาห์นี้จะต้องรวบรวมพลังความกล้าหาญทั้งหมดในการเรียกประชุม ก.ต.ช.ให้ได้
เพื่อแสดงภาวะความเป็นผู้นำอีกครั้ง หลังจากถูกตบหน้าจนเสียรังวัดไปเยอะทีเดียว กลับมายังฟากของสภาหินอ่อนที่ยังคุกรุ่นอีกครั้ง กับปมปัญหา "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" หลังจาก ที่ ส.ว.สายเลือกตั้ง ผนึกกำลังกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อไทย เข้าชื่อกัน 152 รายชื่อ เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพื่อชิงเดินเกมไล่บี้กดดันรัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้รัฐบาลต้องยอมอ่อนข้อเปิดประชุมร่วมสองสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในวันที่ 16-17 กันยายนนี้ โดยมีประเด็นหลักคือ
~ ปรับปรุงที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในมาตรา 93 ถึงมาตรา 98 เพื่อให้กลับมาใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว
~ ปรับปรุงที่มาของสมาชิกวุฒิสภา แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 111 ถึงมาตรา 121 เพื่อเปิดช่องให้มีการต่ออายุของ ส.ว.สรรหา จาก 3 ปี เป็น 6 ปี
~ เพิ่มเติมอำนาจในการกำหนดและทบทวนประเภทหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190
~ ปรับปรุงบทลงโทษยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 237 มีเจตนาแฝงนำไปสู่การนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์
ดังนั้นจึงต้องจับศึกการประชุมร่วมว่าสุดท้ายแล้วเหล่าบรรดานักการเมืองจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรือประชาชนกันแน่
เพราะงานนี้มีการถ่ายทอดสดตลอดทั้งสองวัน ประชาชนจะได้เห็นสันดานของนักการเมืองกันเต็มๆ ตา
แต่งานนี้ประชาธิปัตย์คงไม่ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญกันง่ายๆ โดยเตรียมทางหนีทีไล่ด้วยการยื่นเงื่อนไขให้มีการแก้ไขเฉพาะมาตรา 291 ที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. 3 ขึ้นมานั่นเอง
เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะประวิงเวลาออกไปให้นานที่สุด !!!
บัญชา แข็งขัน



