
ตำราเรียนเล่มใหม่ในรัสเซีย (2)
นักโทษส่วนใหญ่เป็นชาวนาร่ำรวยและชาวนากบฏที่ถูกจับสมัยจัดตั้งระบบนารวม รวมทั้งคนทรยศ ปัญญาชนที่มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐ อาชญากรทั่วๆ ไปและผู้บริสุทธิ์อีกจำนวนมาก ในช่วงต้นของยุคกวาดล้างครั้งใหญ่ กูลักจะต้อนรับนักโทษถึง 5-10 ล้านคน
ในแต่ละปีจะมีนักโทษเสียชีวิตอันเนื่องจากสภาพอากาศหรือทำงานหนัก อาหารไม่เพียงพอและถูกสังหารราว 10 เปอร์เซ็นต์ของนักโทษทั้งหมด ขณะที่ตะวันตกคาดว่ามีคนตายราว 15-30 ล้านคนระหว่างปี 2461-2499 หลังการอสัญกรรมของสตาลิน ค่ายกักกันก็ค่อยๆ ถูกปิดตัวลงพร้อมๆ กับการอภัยโทษให้นักโทษหลายหมื่นคน
แม้ว่าหนังสือเรื่อง "ชีวิตในคุก" ของโซลเซนิตซินจะถูกทางการสั่งแบน แต่กลับเผยแพร่อย่างกว้างขวางในตลาดมืดรัสเซียก่อนที่จะมีการแปลและลักลอบนำไปเผยแพร่ในตะวันตก เป็นเหตุให้โซลเซนิตซินถูกเนรเทศเมื่อปี 2517 จนต้องหนีไปลี้ภัยที่สหรัฐนานถึง 20 ปี ระหว่างนั้นก็เริ่มหันไปโจมตีวิถีชีวิตแบบตะวันตกเหมือนๆ กับที่เคยโจมตีระบบของโซเวียตมาก่อนหน้า โซลเซนิตซินได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศได้เมื่อปี 2537 ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้วขณะมีอายุ 89 ปี ระหว่างนั้นก็บ่นด้วยความผิดหวังที่พี่น้องร่วมชาติส่วนใหญ่ไม่เคยอ่านหนังสือที่เขาเขียนเลย
นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนรัสเซียหลายคนให้ข้อสังเกตว่าการอนุญาตให้นำเรื่องของค่ายนรกกูลักมาสอนนี้เท่ากับหย่อนระเบิดลูกใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของอดีตสหภาพโซเวียต ดูเผินๆ เหมือนกับว่ารัฐบาลเปิดใจกว้างมากขึ้น แต่ถ้าดูลึกๆ ลงๆ ไปแล้ว เชื่อว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังทางการเมืองแฝงอยู่
เลฟ โพโนมาร์เยฟ ซึ่งรณรงค์ให้รัสเซียปฏิเสธความยิ่งใหญ่และความสำเร็จของลัทธิสตาลินมองว่าผู้นำเครมลินกำลังกังวลที่พรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียเริ่มกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้นอีกครั้งช่วงที่เศรษฐกิจในประเทศมีแต่ดำดิ่งลงเหว ถึงขนาดที่สตาลินซึ่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี 2496 ได้รับการโหวตจากชาวรัสเซียเมื่อเร็วๆ นี้ว่าเป็นผู้นำในประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันดับ 3
ดังนั้น เบื้องหลังที่กระทรวงศึกษาธิการยินยอมให้นักเรียนได้อ่านเรื่องของค่ายกักกันนรกกูลัก ก็เพื่อจะลดความนิยมในพรรคคอมมิวนิสต์ในหมู่คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งมีโอกาสรับรู้ถึงอาชญากรรมเลวร้ายในสมัยบอลเชวิกและในยุคของสตาลินที่ถูกปิดบังหรือถูกบิดเบือนมานาน
แต่กระทรวงศึกษาธิการแย้งว่าเหตุผลสั้นๆ มีเพียงแค่ว่างานของโซลเซนิตซินนั้นเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมที่ผู้นำเครมลินเพิ่งจะตระหนักเท่านั้นเอง
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



