
รื้อคดีเผาร.ร.โยง"การเมืองท้องถิ่น"
อันที่จริงเหตุ "เผาโรงเรียน" ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเหตุธรรมดาสามัญที่เกิดขึ้นคู่ผืนแผ่นดินปลายด้ามขวานมานานแล้ว แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีปรากฏการณ์ที่แสดงว่า เหตุเผาโรงเรียนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแนวร่วมระดับปลาซิวปลาสร้อยอีกต่อไป
ทว่า แท้จริงแล้ว เหตุเผาโรงเรียนกลับโยงใยไปถึง "นักการเมืองท้องถิ่น" ที่หวังดึง "งบประมาณ" จากการซ่อม-สร้างโรงเรียนที่ถูกเผา !!
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส สามารถจับกุม อาสาสมัครทหารพราน บูตีมาน มะหิเจ๊ะ อายุ 26 ปี ทหารพรานชุดพัฒนาสันติ 32-4 กรมทหารพรานที่ 46 ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในโรงเรียนบ้านตันหยง ผู้ต้องหาคดีลอบวางเพลิงโรงเรียนบ้านตันหยง หมู่ 4 ต.บาเร๊ะใต้ อ.บาเจาะ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2552
คำสารภาพของทหารพรานคนดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับตกตะลึง เมื่อเขารับว่า เป็นคนลงมือเผาโรงเรียนจริง โดยรับจ้างจาก นายมะยายิ กะเด็ง อายุ 40 ปี ประธาน สภา อบต.บาเร๊ะใต้ ด้วยค่าจ้าง 30,000 บาท
ทหารพรานรายนี้บอกว่า เขาลงมือขณะที่เข้าเวรยามในโรงเรียนดังกล่าว และหลังลงมือเสร็จจึงได้ไปหานายมะยายิ เพื่อขอเงินค่าจ้าง แต่นายมะยายิ ยังไม่ให้ โดยบอกว่า กำลังรองบประมาณของ อบต.ในการก่อสร้างอาคารเรียนก่อน จึงจะจ่ายเงินให้
พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการกองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหาร (ผบ.พตท.) กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า หลังทราบเรื่องก็ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบเหตุเผาโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2547
โดยสอบเพื่อหาความเชื่อมโยงว่า หลังเกิดเหตุเผาโรงเรียนแต่ละครั้งมีใครเข้าไปเป็นผู้รับเหมาซ่อมหรือสร้างอาคารเรียนบ้าง โดยสั่งให้มีการตรวจสอบชื่อบริษัท ชื่อผู้รับเหมา และตรวจสอบดูว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่น หรือเป็นเครือข่ายมากแค่ไหน
"หากผลการตรวจสอบมีความชัดเจนว่าใครเป็นใคร หรือมีนักการเมืองท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในการประมูลงานแค่ไหน ภาพคงจะมีความชัดเจนมากขึ้นกว่านี้"
ส่วนการที่มีทหารพรานเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งที่มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยโรงเรียนนั้น พล.ท.กสิกร มองว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่า แต่กำลังพลส่วนใหญ่ยังไม่เป็นปัญหา ล่าสุด ก็ได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาของทหารพรานดูแลกำลังพลอย่างเข้มงวดมากขึ้น
เมื่อถามว่า การนำเอาคนในพื้นที่มาเป็นทหารพรานเพื่อหวังให้คุ้มครองพื้นที่ตัวเองจะกลายเป็นดาบสองคมหรือไม่ เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามได้ พล.ท.กสิกร กล่าวว่า ถึงแม้บางส่วนอาจเป็นแนวร่วมของฝ่ายตรงข้ามจริง แต่อย่างน้อย เจ้าหน้าที่ก็ยังมีโอกาสกล่อมเกลาให้เขากลับตัวกลับใจหันมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ และหลักการคัดคนเข้ามาเป็นทหารพรานก็เข้มงวดอยู่แล้ว ทั้งการตรวจเช็กประวัติ และต้องมีผู้นำชุมชนให้การรับรอง เป็นต้น
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงอีกรายในพื้นที่ก็มองว่า ผู้นำท้องถิ่น และทหารพรานส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังให้ความร่วมมือและเป็นฝ่ายรัฐอยู่ ส่วนผลการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ผู้สมัครที่เป็นเครือข่ายของกลุ่มก่อความไม่สงบก็ "สอบตก" เป็นจำนวนมาก
"ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า มวลชนเริ่มปฏิเสธคนที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบมากขึ้นเรื่อยๆ และแสดงให้เห็นว่า ผลการทำงานเกาะติดในหมู่บ้านตลอด 2 ปีที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จเกินคาด"
เขาให้ข้อมูลด้วยว่า ผลการเลือกตั้งท้องถิ่น จำนวน 165 แห่ง เมื่อวันที่ 6 กันยายน แบ่งเป็น คนของพรรคประชาธิปัตย์ 58 คน มาตุภูมิ 29 คน เพื่อไทย 11 คน ชาติไทยพัฒนา 6 คน เพื่อแผ่นดิน 2 คน และเป็นเครือข่ายอิสระ ไม่ชัดเจนว่าอยู่กลุ่มใด 58 คน
ผลเลือกตั้งที่ออกมาจึงแสดงให้เห็นว่า คนของพรรคการเมืองใหญ่ยังมีอิทธิพลอยู่มาก แต่ก็ต้องตรวจสอบผู้สมัครที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองอีก 58 คนด้วยว่า เป็นคนของกลุ่มใดกันแน่
ส่วนข้อกังวลเรื่องจะมีการก่อเหตุเพื่อดึงเอาเงินงบประมาณรัฐมาใช้นั้น เขามองว่า น่าจะทำได้ไม่ง่าย เพราะในการดึงงบลงพื้นที่จะมีตำรวจ และทหารเป็นคณะกรรมการ และจะต้องมีการทำประชาคมในหมู่บ้านด้วย ดังนั้น จึงไม่สามารถที่จะดึงงบไปทำอะไรได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม การรุกคืบของฝ่ายตรงข้ามผ่านช่องทาง "การเมืองท้องถิ่น" โดยการก่อเหตุแล้วหาช่องทางดึงงบมาใช้ก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานความมั่นคงให้ความสนใจมาก
ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบการใช้งบประมาณซ่อมแซมโรงเรียนที่ถูกเผาออกมาคงเห็นได้ชัดขึ้นว่า มีการโยกงบส่วนนี้มาเป็นท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามมากแค่ไหน
ทีมข่าวความมั่นคง



