
เอาอย่างนี้ดีไหมครับ?
ภาพรวมของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อาจสรุปความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาชน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของประเทศ กับ นักการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในด้านนิติบัญญัติและบริหาร กับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการประชาชน
ได้ว่า ประชาชนเป็นผู้เลือกตัวแทนจากนักการเมืองเพื่อทำหน้าที่นิติบัญญัติและบริหารบ้านเมือง นักการเมืองซึ่งเป็นผู้บริหารบ้านเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีอันมีนายกรัฐมนตรีเป็นประมุข มีหน้าที่ควบคุมดูแลพนักงานของรัฐให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวินัย และพนักงานของรัฐก็มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน
ความสัมพันธ์ของทั้งสามฝ่ายที่ผมกล่าวมานี้ เป็นความสัมพันธ์เชิงหน้าที่ซึ่งแต่ละฝ่ายพึงมีต่อกันอย่างชอบธรรมและบริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งหากเป็นไปตามนี้บ้านเมืองก็จะมีความสงบร่มเย็นและความเจริญโดยลำดับ แต่ความวุ่นวายและปัญหาหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองทุกวันนี้ เป็นเพราะแต่ละฝ่ายต่างไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง บางครั้งคนที่มีหน้าที่ก็คิดว่าตัวเองไม่มีอำนาจหน้าที่หรือไม่แน่ใจในอำนาจหน้าที่ที่ตนมี จนเกิดอาการวางเฉย หรือที่ศัพท์การเมืองสมัยใหม่ใช้คำว่า “ปล่อยเกียร์ว่าง” บางคราวคนที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ก็เกิดคิดว่าตนเองมีอำนาจหน้าที่ จนเกิดการกระทำที่เกินเลยและล่วงล้ำก้ำเกินกฎหมาย รวมทั้งสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น
ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของนักรัฐศาสตร์หลายท่านว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุด และก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในทุกๆ ปัญหาของการเมืองการปกครอง
ขณะเดียวกันผมก็เห็นว่าประชาธิปไตยจะต้องมีการดัดแปลงแต่งเติมให้สอดคล้องกับจารีต วิถีปุถุชน วัฒนธรรมทางการเมือง และจริตสังคมของแต่ละประเทศ ถ้าจะเปรียบเทียบให้ใกล้ตัวก็คือเรื่องการรับประทานอาหาร ที่คนยุโรปใช้ช้อนส้อมและมีดหลายชุด แต่คนจีนรวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใช้เพียงตะเกียบคู่เดียว คนอินเดียใช้มือเปิบ ส่วนคนไทยหลังสมัยรัชกาลที่ 5 ลงมา ใช้ช้อนสั้นคันเดียวและช้อนกับส้อมคู่เดียวโดยไม่มีมีดโต๊ะ หากจะตั้งคำถามลอยๆ ว่า ถ้าอย่างนั้นใช้อุปกรณ์อะไรในการรับประทานถึงจะถูกต้อง คำตอบก็คงขึ้นอยู่กับลักษณะของอาหารและสถานที่ของการรับประทาน ซึ่งคนอินเดียคงจะไม่ใช่มือเปิบเกี๊ยวน้ำ และคนจีนก็คงจะไม่ใช้ตะเกียบคีบสเต๊ก หรอกครับ
ย้อนกลับมาถึงการปกครองแบบไทยๆ บ้าง บางคนเคยตั้งข้อสังเกตว่าที่ประชาธิปไตยของเรายังไม่ไปไหนไกล ก็เพราะเราพยายามที่จะให้คนไทยเป็นประชาธิปไตยแบบสหรัฐฯ หรือยุโรป เนื่องจากเห็นว่าเป็นการแสดงความศิวิไลซ์ ทำนองเดียวกันกับการแต่งกายอย่างฝรั่ง ปลูกบ้านเรือนอย่างฝรั่ง หรือดื่มกินอย่างฝรั่ง โดยมิได้คำนึงถึงลักษณะนิสัย หรือวัตรปฏิบัติของคนไทย ดังนั้นประชาธิปไตยของไทยจึงมีลักษณะที่ประดักประเดิด อย่างที่เห็นๆ กันอยู่
หากเรายอมรับในความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาชน นักการเมือง และ พนักงานของรัฐ อย่างที่ผมกล่าวไว้ในตอนต้น และต้องการเห็นความชอบธรรม และบริสุทธิ์ยุติธรรมที่เป็นรูปธรรม เราก็คงต้องหาทางปรับรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวให้มีลักษณะเป็นเสา ซึ่งค้ำยันซึ่งกันและกัน และมีความเหมาะสมกับสภาพความเป็นไปของสังคมปัจจุบัน เริ่มด้วยประชาชนควรต้องมีองค์กรประชาชนที่ดูแลสิทธิประโยชน์ของตน และจำกัดวงอำนาจและบทบาทที่เคยเป็นอยู่ของนักการเมืองลงเสียบ้าง ไม่ใช่มอบอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้นักการเมืองไปกรอกตัวเลขตามใจชอบอย่างที่เป็นอยู่ และเรื่องบางเรื่องที่มีความสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ หรือการกระทำที่ผิดจากอาณัติที่ได้รับจากประชาชนในการเลือกตั้ง เช่น โครงการเมกะโปรเจกท์ การย้ายขั้วของพรรคการเมือง ฯลฯ ก็ควรที่พรรคการเมืองนั้นๆ จะต้องได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนก่อนที่จะไปเออออห่อหมกกับใคร และเรื่องบางเรื่องที่ประชาชนสามารถอาศัยระบบสื่อสารโทรคมนาคมโหวตได้โดยตรงผ่านอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ หรือเอสเอ็มเอส ก็น่าที่จะให้ประชาชนได้ทำหน้าที่เหล่านี้โดยตรงด้วยตนเอง แทนที่จะให้ผู้แทนไปเสียเวลากับการโต้เถียงหรือด่าทอกันในสภา
ในส่วนพนักงานของรัฐนั้น ก็ควรจะมีองค์กรกลางที่มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะเป็นตัวแทนและพิทักษ์ความถูกต้องยุติธรรมให้พนักงานของรัฐได้ รวมทั้งเสริมสร้างเกียรติยศและศักดิ์ศรีของพนักงานของรัฐ โดยไม่ปล่อยให้พนักงานของรัฐต้องตกเป็นเบี้ยล่างหรือทาสในเรือนเบี้ยของนักการเมืองอยู่ฝ่ายเดียว รวมทั้งต้องปลุกกระแสสำนึกในการบริการประชาชนให้มากขึ้น มิใช่คอยรับใช้นักการเมือง
สำหรับนักการเมืองโดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารนั้น ผมคงไม่หาญกล้าไปแนะนำท่านหรอกครับ



